ดร.เสรี ฟาดก้น รัฐบาล พร้อมตั้งคำถามแรง สุดตรงใจ ปล่อยให้สถาบัน “เป็นเป้ารับกระสุนแทน” ไปถึงเมื่อไหร่!?

2450

ดร.เสรี หวด รัฐบาล จะปล่อยให้สถาบันเป็นเป้า ของพวกจาบจ้วงหมิ่นสถาบันไปถึงเมื่อไหร่ รีบจัดการก่อนคนไทยจะทนไม่ไหว

จากกรณีสถานการณ์การเมืองของบ้านเรา ก่อนหน้านี้ที่มีการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก หรือกลุ่มคณะราษฎร ที่มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังมีการจาบจ้วงสถาบันอย่างโจ่งแจ้ง ด้วยการเขียนถ้อยคำตามกำแพงในสถานที่มีการจัดการชุมนุม หรือแม้กระทั่งโจมตีสถาบันผ่านเครือข่ายบนโลกโซเชียลอย่างรุนแรง ซึ่งก็มีการดำเนินการในเรื่องของมาตรา 112 หลายราย รวมไปถึงกลุ่มแกนนำม็อบและผู้ชุมนุมก็โดนคดีมาตรา 112 ไปหลายราย

สำหรับการเคลื่อนไหว จาบจ้วงสถาบันในโลกโซเชียลก็มีด้วยกันหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายแพทย์รายหนึ่งที่มีการแสดงความคิดเห็นบนเพจเฟซบุ๊ก จนทำให้เกิดประเด็นและมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก โดยนายแพทย์ศราวิน ทองรอง แสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการใช้สรรพนามลบหลู่พระเกียรติ ในหลวง รัชกาลที่ 9 กระทั่งมีผู้ไปทวงถามความรับผิดชอบจากโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง และโรงพยาบาลจอมเทียน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสังกัดของนายแพทย์คนดังกล่าว ต่อมาทางด้านโรงพยาบาลทั้งสองแห่งได้ประกาศให้ นายแพทย์คนดังกล่าวพ้นสภาพจากการเป็นแพทย์ของทางโรงพยาบาลแล้ว

ต่อมาทางด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อเอาผิด นพ.ศราวิน ทองรอง อดีตนายแพทย์ รพ.กรุงเทพระยอง และ รพ.จอมเทียน และผู้ที่ใช้ชื่อว่า Watcharin ซึ่งได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์โพสต์ข้อความด้วยการใช้สรรพนามลบหลู่พระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 10 สมเด็จพระราชินีนาถ และพระบรมราชวงศ์ ตามที่ปรากฏเป็นการทั่วไปในโซเดียมีเดียนั้น

พฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืน ม.6 แห่งรัฐธรรมนูญไทย 2560 ที่บัญญัติไว้ความว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” อีกทั้งเป็นการกระทำความผิดฝ่าฝืนประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ที่บัญญัติไว้ ความว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”
ต่อมาก็มีกรณีของผู้ใช้เฟซบุ๊ก Beam Akapol ที่โพสต์ข้อความถึงกรณีของพิมรี่พาย ที่เดินทางขึ้นไปที่หมู่บ้านแม่เกิบ เพื่อนำของไปบริจาคให้เด็ก และติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า โดยระบุข้อความว่า 

“พิมรี่พายขึ้นดอยครั้งเดียวเด็กมีไฟฟ้าใช้ แต่…ขึ้นดอยมา 70 ปี ….//ไม่พูดดีกว่า”

ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยล่าสุดมีการเปิดรับบริจาคเพื่อเตรียมเงินไปจ้างทนายเพื่อต่อสู้คดี คาดว่า น่าจะมีการดำเนินการในเรื่องของมาตรา 112 ซึ่งก็ต้องจับตาดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

โดยล่าสุดทางด้าน ดร. เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่มีการจาบจ้วงสถาบัน และหมิ่นพระเกียรติของในหลวงกันอย่างจาบจ้วง โดยที่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยระบุว่า นักกฎหมาย ผู้มีอำนาจในการบริหาร ผู้รักษากฎหมาย ทั้งหลาย เราไม่มีทางที่จะใช้กระบวนทางกฎหมายกับคนที่ เย้ยหยัน เหยียดหยาม เยาะเย้ย ถากถาง จาบจ้วงล่วงละเมิด ล้อเลีบน สถาบันพระมหากษัตริย์ องค์กษัตริย์ องค์ราชินี พระราชวงศ์ได้เลยหรือคะ จะปล่อยให้คนไทยที่จงรักภักดีต้องทนปวดใจไปอีกนานแค่ไหนคะ

ท่านรู้ใช่ไหมคะว่าความอดทนของประชาชนมีจำกัด

เวลานี้ประชาชนตำหนิพวกท่าน จนหมดใจที่จะเป็นแนวร่วมของพวกท่านแล้วนะ พวกเราไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย แต่เรารู้ความหมายการกระทำของคนพวกนั้น พวกเรากำลังจะทนไม่ได้ แต่พวกเราก็ไม่อยากทำอะไรที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เราหวังว่าพวกท่านจะใช้ความรู้ ความชำนาญของท่านทำหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้รู้ด้านกฎหมายทั้งหลาย อย่าเพิกเฉยกับเรื่องนี้เลยนะคะ

พวกเขาหาช่องโหว่ของกฎหมายทำสิ่งที่เลวร้ายกับสถาบัน พวกท่านน่าจะเก่งกว่าพวกเขาในการที่จะย้อนศรการมุดช่องโหว่ของพวกเขาให้ได้ ฝากรัฐบาลนะคะ มีคนนินทารัฐบาลว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลไม่เดือดร้อน เพราะรัฐบาลไม่ใช่เป้า ให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเป้าแบบนี้ รัฐบาลจะได้ลอยตัว

อย่าให้คนเชื่อคำนินทานี้นะ  แนวร่วมรัฐบาลจะหายนะคะ เพราะคนไทยที่จงรักภักดีคงไม่พอใจที่รัฐบาลจะให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นตำบลกระสุนตกแทนรัฐบาลนะคะ

อย่างไรก็ตาม ดร.เสรี ยังโพสต์อีกว่า เวลานี้คนไทยที่จงรักภักดีปวดหัวใจกันมาแล้ว มาช่วยวิเคราะห์กันอย่างจริงจังกันหน่อยนะคะ ว่าทำไมคนที่จาบจ้วงและเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงไม่กล้วการทำผิดกฎหมาย จึงเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่หยุดการกระทำ แม้จะมีคนเตือนให้หยุด จึงหาวิธีการมาทำเรื่องที่หมิ่นหยามที่เป็นการยกเพดานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่แยแสว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่จงรักภักดีจะรู้สึกอย่างไร

มีใครจะต้องรับผิดชอบกับปรากฏการณ์ครั้งนี้บ้าง เราอยากเห็นใครทำอะไรในเรื่องนี้เพื่อยุติปรากฏการณ์ดังกล่าว ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำหน้าที่จะเกิดอะไรขึ้น เราไม่มีกฎหมายจัดการ หรือเราใช้กฎหมายกันหย่อนยานคะ