“ปู จิตกร” ชำแหละ “พิมรี่พาย” ช่วยเด็กดอย สร้างซีนดราม่า บิดเบือนจนกระทบหน่วยงานดูแลโดยตรง

3330

หลังจากที่ “พิมรี่พาย” หรือ พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ แม่ค้าออนไลน์ฝีปากกล้า และยังเป็นยูทูปเปอร์คนดังด้วยนั้น โดยเจ้าตัวโด่งดังมาจากการขายสินค้าออนไลน์ และยังนำเงินไปช่วยเหลือคนยากจนบ่อย ๆ จนได้รับกระแสชื่นชมอย่างมากในโลกโซเชียล

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2564 ชื่อของพิมรี่พาย ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในประเทศไทย หลังจากที่เจ้าตัว ได้มุ่งหน้าสู่ หมู่บ้านแม่เกิบ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และตัดสินใจควักเงินจำนวนส่วนตัว จำนวน 5 แสนกว่าบาท ไปติดตั้งไฟฟ้าโซลาเซลล์และมอบทีวีให้เด็ก ๆ

จากนั้นก็มีกระแสดราม่าตามมาทันที เมื่อมีการนำประเด็นนี้ มาใช้หมิ่นพระเกียรติของในหลวงรัชกาลที่ 9 เริ่มต้นด้วยมีการแชร์ข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่โพสต์ข้อความว่า “พิมรี่พายขึ้นดอยครั้งเดียวเด็กมีไฟฟ้าใช้ แต่…ขึ้นดอยมา 70 ปี …// ไม่พูดดีกว่า” ต่อมาเมื่อมีตรวจสอบ พบว่าเป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง

ล่าสุดในเฟซบุ๊กของ ปู จิตรกร ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้ ระบุว่า “ประเด็นคือ พิมรี่พาย สื่อสารขั้นต้นด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สร้างซีนดราม่าตามถนัดแบบซุป’ตาร์ออนไลน์ แล้วมันไปกระทบกับคนอื่นหรือหน่วยงานที่เขาดูแลอยู่ในพื้นที่ค่ะ ทำให้ข้อเท็จจริงมันบิดเบือนไปไม่น้อย เรื่องการให้และการช่วยนั้น ไม่ใช่ปัญหา ประเด็นอยู่ตรงนี้ ไม่งงนะคะคุณๆ ความดียังคงเป็นความดี แต่การพูดที่เกินหรือไม่ครบตามข้อเท็จจริง มันสร้างผลกระทบกับคนอื่นเขา จึงถูกท้วงติงตรงนี้ #เห็ดนางฟ้าทำให้ขอนไม้ผุ ส่วนพวกที่เอาเรื่องนี้มาแซะสถาบันนั้น เป็นสันดานเหี้xๆ ของมัน ไม่เกี่ยวกับพิมรี่พาย จบค่ะ ”

 

นอกจากนี้ยังได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมด้วยว่า “ซึ้งใจมากกับการให้ของพิมรี่พาย แต่ไม่ซาบซึ้งในสิ่งที่ ร.๙ ทำไว้นี่ ใจมึงพิการสุด ๆ”

และในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Dome Wuttipol Khirin (วุฒิพล คิริน ) ได้โพสต์ภาพจานดาวเทียมพร้อมระบุว่า “ที่นี่มีอินเตอร์เน็ตประชารัฐ ติดตั้งอยู่เกือบสองปีแล้ว”

 


อย่างไรก็ตามในเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า “สติค่ะลูกกกก” ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า “บอกตามตรงว่า หลังจากเห็น “คนบางกลุ่ม” บางคน โพสต์แซะในหลวง ร.9 กับการที่พิมรี่พาย เน็ตไอดอล ขึ้นเขาไปช่วยชาวดอยหมู่บ้านหนึ่งให้มีไฟใช้ ว่าทำไมพระองค์ขึ้นดอยหลายสิบปีถึงไม่มีอะไรแล้ว รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ที่คนไม่เคยศึกษาสิ่งที่พระองค์ “ทำ” เลย


ความเห็นของเจ้ต่อเรื่องนี้คือสิ่งที่พิมรี่พายทำ เป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างมาก ต้องชื่นชมจากใจจริง ๆ

แต่คนบางกลุ่มกลับนำสิ่งที่พิมรี่พายทำ มาแซะเปรียบเทียบกับในหลวง ร.9 มันแย่มาก เพราะ ถ้าจะโทษต้องโทษรัฐบาลที่บริหารประเทศใช่หรือไม่ ? แล้วรัฐบาลมีมากี่ยุคกี่สมัยแล้วทำไมถึงเป็นเช่นนี้อยู่??

ถ้าจะพูดว่าในหลวงขึ้นดอยไปทำอะไร? ถ้าในหลวงไม่ขึ้นดอยไปในยุคนั้น ชาวเขาจะมีชีวิตเป็นอย่างไร? อยากให้อ่านเรื่องต่อจากนี้จนจบ แล้วคุณจะเข้าใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “โครงการหลวง” ภายหลังเสด็จประพาสต้นบนดอย เมื่อปี พ.ศ.2512 ทอดพระเนตรชีวิตชาวเขาที่บ้านดอยปุย ใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ทรงทราบว่าชาวเขาที่ยากจนมีรายได้จากการปลูกฝิ่นและเก็บท้อพื้นเมืองขาย


และทรงทราบว่าสถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเขตหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับท้อพื้นเมืองได้ ทรงให้ค้นคว้าเพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น โดยพระราชทานเงิน 200,000 บาท ให้ไปจัดหาที่ดินสำหรับดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานีวิจัยดอยปุย ซึ่งคับแคบ เรียกพื้นที่นี้ว่าสวนสองแสน

ต่อมาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์รวมกับเงินที่มี ผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นงบประมาณดำเนินงาน มีชื่อเรียกในระยะแรกว่า “โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ก่อนเปลี่ยนเป็นโครงการหลวงพัฒนาชาวเขา ,โครงการหลวงภาคเหนือ และโครงการหลวง

เป้าหมายการดำเนินงาน คือ ช่วยเหลือราษฎรชาวไทยภูเขาในท้องถิ่นทุรกันดารให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กำจัดการปลูกฝิ่น ลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร พัฒนาการเกษตรบนที่สูง รักษาดินและใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง
ตรงตามกระแสพระราชดำรัสที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ว่า

“เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้นมีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้ให้กับเขาเอง จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือมนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถมีความรู้และพยุงตัว มีความเจริญได้

อีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าช่วยเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้าง เขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับ การปราบปรามการปลูกฝิ่นและการค้าฝิ่น ได้ผลดี อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งคือ ชาวเขาตามที่รู้เป็นผู้ทำการเพาะปลูกโดยวิธี ที่จะทำให้บ้านเมืองของเขาสู่หายนะได้ ที่ถางป่าและปลูกโดยวิธี ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราไปช่วยเขาก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี อยู่ดี กินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ ถ้าทำโครงการนี้สำเร็จให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่งและสนับสนุนนโยบาย จะรักษาป่าไม้ รักษาดิน ให้เป็นประโยชน์ต่อไปและยั่งยืนมาก”

ในระยะเริ่มต้นไม่มีใครทราบว่าควรปลูกพืชชนิดใดบนดอยซึ่งมีอากาศหนาวเย็น โครงการหลวงจึงเริ่มดำเนินงานวิจัยเพื่อทดลองการปลูกไม้ผลเขตหนาวที่เหมาะสมกับพื้นที่สูงของประเทศไทย โดยปีพ.ศ.2513 ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นสถานีทดลองปลูกพืชเขตหนาวชนิดต่าง ๆ

สถานีวิจัยแรกเริ่มแห่งนี้เกิดขึ้นภายหลังพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชาวเขาเผ่ามูเซอแดง บ้านห้วยผักไผ่ ทอดพระเนตร เห็นบริเวณอ่างขางเป็นหุบเขา อากาศหนาวเย็น ปลูกฝิ่นกันมากแต่ไม่มีป่าไม้ทั้งที่พื้นที่ไม่ลาดชัน มีพระราชดำริว่าน่าจะพัฒนา และส่งเสริมอาชีพแทนการปลูกฝิ่น กรมพัฒนาที่ดินจึงเข้าไปดำเนินการ จากนั้น หม่อมเจ้าภีศเดชและคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงตั้งเป็นสถานีวิจัยพืชเมืองหนาวได้รับพระราชทานนามว่าสถานีวิจัยเกษตร หลวงอ่างขาง
พื้นที่โครงการหลวงส่วนใหญ่อยู่ในความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเกินกว่า 700 เมตร มีสภาพเป็นหุบเขา หรือพื้นที่ตามเชิงเขาลาดชัน สภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่แตกต่างกันจึงเพาะปลูกได้ต่างจากที่ราบทั่วไป

ผลงานวิจัยที่ถ่ายทอดต่อไปยังเกษตรกรสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเกษตรกรชาวเขาอย่างมาก จากการปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชเพื่อบริโภคในครัวเรือนและ นำไปจำหน่ายสร้างรายได้ งานวิจัยเกษตรพื้นที่สูงจึงมีความสำคัญเป็นลำดับแรก จึงจัดตั้งสถาบันวิจัยหลักเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง

ประกอบด้วย สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ อยู่บนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จัดตั้งในปี 2522 วิจัยด้านไม้ตัดดอก ไม้ประดับ พืชผักและผลไม้ขนาดเล็ก ถ่ายทอดผลงานวิจัยนำไปสู่การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาสังคมและการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร

สถานีเกษตรหลวงปางดะ ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ภารกิจคือการวิจัยและขยายพันธุ์ไม้ผลเขตหนาวและกึ่งหนาว วิจัยพืชผัก พืชไร่ การขยายพันธุ์พืช การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่
สถานีวิจัยและส่งเสริมกาแฟอราบิก้าแม่หลอด ในเขตหมู่บ้านแม่หลอด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับที่ราบระหว่างหุบเขา ส่วนใหญ่ทำวิจัยพันธุ์กาแฟต้านทานโรคราสนิม และผลิตกาแฟอราบิก้าต้านทานโรคราสนิม เพาะพันธุ์เมล็ด กาแฟอราบิก้า

การดำเนินงานของโครงการมีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการด้านต่างๆ ปฏิบัติงานถวาย ทำให้การปฏิบัติงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลงานวิจัยการปลูกพืชเขตหนาวชนิดต่างๆ เกษตรกรสามารถนำไปปลูกทดแทนฝิ่นได้ผลดี

และยังได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในการทูลเกล้าฯ ถวายพันธุ์พืชเขตหนาวและสนับสนุนงบประมาณดำเนินการวิจัย นายซุง ซิง หยุน รองผู้จัดการฟาร์ม ฟูซูซาน เดินทางมาศึกษาสภาพพื้นที่โครงการหลวงในปี พ.ศ.2513 เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างโครงการหลวงและไต้หวัน คณะกรรมการส่งเสริมอาชีพทหารผ่านศึกจีนไต้หวัน สนับสนุนพันธุ์พืชชนิดต่าง ๆ ส่งผู้เชี่ยวชาญมาปฏิบัติงานในโครงการหลวงทุกปี และสนับสนุนการไปศึกษาดูงานและฝึกงานที่ฟาร์ม ฟูซูซาน และสถานีบนภูเขาของไต้หวัน

ในปีพ.ศ.2515 องค์การสหประชาชาติเห็นความสำคัญของการปลูกพืชทดแทนฝิ่น จึงสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ

ปีถัดมา กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา สนับสนุนทุนแก่โครงการหลวงในการวิจัยการเกษตรบนที่สูงปีละประมาณ 20 ล้านบาท ทำให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยเพื่อหาชนิดและพันธุ์พืชที่เหมาะสมต่อการ ปลูกบนพื้นที่สูง และสนับสนุนงบประมาณพัฒนาชุมชนชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่นในพื้นที่โครงการหลวง รวม 5 แห่งในเวลา ต่อมาด้วย

การดำเนินการของโครงการคืบหน้าตามลำดับ เกษตรกรชาวเขาเริ่มมีผลผลิตแต่ประสบปัญหาในการจำหน่ายถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา พระองค์จึงมีพระราชดำริจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป ปีพ.ศ.2515 โครงการหลวงได้ตั้งโรงงานอาหารสำเร็จรูป แห่งแรกที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่มีมากขึ้น เริ่มจากการแปรรูปผลสตรอว์เบอร์รี่ เพื่อช่วยให้เกษตรกร ขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น ต่อมาตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่บ้านยาง อ.ฝาง เพื่อแปรรูปผลไม้ และโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อทำแป้งถั่วเหลือง รวมถึงการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต ชนิดต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ปีพ.ศ.2535 ทรงมีพระราชดำริเปลี่ยนแปลงสถานภาพเป็นมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อให้เป็นนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับ พระองค์ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ หม่อมเจ้าภีศเดช เป็นประธานมูลนิธิ

ผลงานของมูลนิธิโครงการหลวงเป็นรู้จักแพร่หลายในบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการให้ความร่วมมือจำกัดพืชเสพติดโดยสันติวิธี กล่าวได้ว่าเป็นโครงการสร้างสรรค์ อีกทั้งช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ทำให้มูลนิธิโครงการหลวงได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขา INTERNATIONNAL UNDERSTANDING เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2531

ต่อมาในปีพ.ศ.2537 โครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเพื่อสดุดี พระเกียรติคุณในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชอื่นแทน นับได้ว่าโครงการหลวงเป็นโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแห่งแรกของโลก

นอกจากผลงานวิจัยที่นำไปสู่การพัฒนาอาชีพของชาวเขาซึ่งเป็นที่รู้จัก อาทิ ถั่วแดงหลวง สตรอว์เบอร์รี่ กาแฟอราบิก้า รวมทั้งพืชผักเขตหนาว ไม้ผลเขตหนาว และไม้ตัดดอกและไม้ประดับอีกนานาชนิด

โครงการหลวงยังให้ความสำคัญกับงานพัฒนาสังคม การศึกษาและสาธารณสุข โดยตั้งโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชุมชนชาวเขาในพ.ศ.2525 และปรับเปลี่ยนเป็นงานพัฒนาสังคมและ การศึกษาในปัจจุบัน รวมถึงการจัดตั้งธนาคารข้าวตามพระราชดำริ

และปัจจุบัน สถานีวิจัยหลัก 4 แห่ง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอีก 38 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามขึ้นชื่อ
ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวงที่ยึดถือมาตลอดคือนำองค์ความรู้และสิ่งใหม่ ๆ ไปพัฒนาชุมชนชาวเขาในพื้นที่โครงการหลวงให้ก้าวหน้าและยั่งยืน และพร้อมเป็นฐานการเรียนรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศไทย รวมทั้งยินดีให้ความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนบนพื้นที่สูงของนานาประเทศ ตามคำขวัญของโครงการหลวงที่ว่า โครงการหลวง ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก”

ขอบคุณข้อมูล : สติค่ะลูกกกก , ปู จิตกร บุษบา