ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯให้จัดสร้างรถชีวนิรภัยเพิ่มอีก 7 คัน ใช้ตรวจเชื้อเชิงรุกรับมือโควิดระบาดระลอกใหม่

2157

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย จำนวน 13 คัน ไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้ประโยชน์สำหรับใช้เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการเก็บตัวอย่างโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ

ได้อย่างรวดเร็ว เช่น โรงเรียน วัด ชุมชนแออัด และกลุ่มอาชีพเสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้อโรคโควิด 19 เชิงรุก

ขณะนี้เมื่อโรคโควิด-19 ได้กลับมาแพร่ระบาดขึ้นรอบใหม่ในประเทศไทย และมีแนวโน้มขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดสร้างรถชีวนิรภัยเพิ่มเติมอีก จำนวน 7 คัน รวมเป็น 20 คัน ซึ่งจะช่วยตรวจหาเชื้อเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชน

ทั้งนี้รถตรวจเชื้อนิรภัยพระราชทานทุกคัน มีความพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำรถ และวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเก็บตัวอย่างครบครัน ได้แก่ หลอดเก็บตัวอย่าง VTM, ไม้ swab และ Throat swab, ชุดตรวจ Rapid Ab test, วัสดุกับ ppe ปรอท, กาวน์กันน้ำ, surgical mask, หมวกคลุมผม, face shield, แอลกอฮอล์ และถุงแดง

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างใกล้ชิด ทรงห่วงใยในสุขภาพพลานามัยของประชาชน

และพระราชทานความช่วยเหลือทั้งแก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อ ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งที่พระราชทานเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 ความว่า

“…อย่างที่บอกว่าประชาชนมีความสุข ประเทศมีความมั่นคง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาต้องมี อุปสรรคต้องมีเสมอ แต่ถ้าเรามีความมั่นคงมีความอยากให้ประชาชนมีความสุข มีทัศนคติที่ดี ประชาชนก็มีความสุข พวกเราก็มีความสุข เพราะเราก็คือประชาชน…”

จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อปวงพสกนิกรชาวไทย

อย่างไรก็ตามในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และ และพระราชินี ได้ทรงแสดงความห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลือแทบทุกด้าน โดยมีภารกิจดังนี้

– เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 เฟซบุ๊ก กรมควบคุมโรค รายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานนวัตกรรม ห้องตรวจหาเชื้อ พัฒนาโดย เอสซีจี ให้แก่ สถาบันบำราศนราดูร เป็นแห่งที่ 5 จาก 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ภายใต้โครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระราชทาน ปกป้องบุคลากรทางการแพทย์จากโรคโควิด-19 พร้อมต่อยอดสู่การป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจอื่นได้

– เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 กรมประชาสัมพันธ์ ได้แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์ ครบ 77 จังหวัด 123 โรงพยาบาลแล้ว ตามโครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระราชทาน เพื่อรับมือสถานการณ์โรคโควิด-19

โดย 123 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัดเครือข่ายโรงเรียนแพทย์ ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์พระราชทาน ตามโครงการช่วยหายใจเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 อาทิ เครื่องช่วยหายใจ 200 เครื่อง , หน้ากากอนามัย 2,000,000 ชิ้น , Face Shield 50,000 ชิ้น , ชุด PPE 4,000 ชุด , Modular Swab Unit ตรวจเชื้อ 20 ห้อง , รถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน 8 คัน , รถตรวจชีวอนามัย 13 คัน ฯลฯ

รวมไปถึงเรื่องการฉีดวัคซีนถือเป็นข่าวที่ประชาชนรอคอย โดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต ซึ่งบริษัทนี้ถูกจัดตั้งมาจากพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทรงพระราชทานพระราชดำรัสเรื่องสุขภาพของประชาชน ด้วยทรงเห็นว่า ‘คน’ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาประเทศ สร้างความพอมี พอกิน และทรงให้ความสำคัญในการฟื้นฟูปัญหาสุขภาพของประชาชน เพื่อการพัฒนาประโยชน์สุขให้เกิดกับส่วนรวมและประเทศชาติ

ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2552 โดยทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือหุ้น 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 บริษัทหลักคือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด และบริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด โดย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด จะดำเนินการวิจัย พัฒนา และผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ มีการวิจัยพัฒนาและผลิตครบวงจร ตั้งแต่ตัวยาสำคัญและสารออกฤทธิ์ จนถึง ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

พร้อมผลิตวัคซีนโควิด-19 เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย ทำการผลิตต่อ แจกจ่ายหรือบรรจุ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ และวันนี้ทุกอย่างถือว่าพร้อมรับหากวัคซีนผลิตได้สำเร็จ นอกจากที่ดูแลและจ่ายประชาชนในประเทศ

ยังมีสัญญากับอาเซียนว่าจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน และวัคซีนจะต้องเป็นสินค้าสาธารณะเพื่อให้คนทุกคนนั้นเข้าถึง ส่วนด้านการวิจัย พัฒนายา และวัคซีน หรือการวิจัยอื่น ๆ รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว มีการจัดทำกองทุนและระเบียบใหม่ในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในขณะนี้มีหลายผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพที่มีการผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศด้วย พร้อมกับในอนาคต หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าและสามารถฟื้นฟูได้ ประเทศไทยจะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ในเรื่องวัคซีน และจะต้องเพียงพอต่อประชาชน