อานนท์ เหิมเกริมต่อเนื่อง เกาะโรคโควิด-19 โชว์โง่โจมตีเจ้า หมิ่นพระเกียรติร.10

2493

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้จัดรายการเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยมีใจความตั้งคำถามถึงงบประมาณจัดสรรการซื้อวัคซีนโควิด-19 และบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด

ที่ก่อตั้งด้วยทุนของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และมาจากพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9 ) ซึ่งระบุว่า

“เริ่มที่ปัญหาวัคซีน ตอนนี้ที่เป็นข่าวอยู่คือทางรัฐบาลได้ร่วมมือกับ Siam Bioscience และบริษัท AstraZeneca ในการจัดหาวัคซีนสำหรับคนไทยจำนวน 26 ล้าน โดส 1 คนใช้ 2 โดส เพียงพอสำหรับคน 13 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แผนนี้เราไม่เคยได้รับรู้รายละเอียดเลยว่าคนที่เหลือจะทำอย่างไร จะจัดสรรด้วยงบประมาณอย่างไร

ที่จะทำให้คนได้วัคซีนอย่างถ้วนหน้าและเป็นธรรม เมื่อตอนโควิดแพร่ระบาดใหม่ ๆ ในปีที่แล้ว ทั้งคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลได้นำเสนอประเด็นนี้ไปแล้ว ว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทนั้น ควรจะต้องตั้งเอาไว้เลย 6.7 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดสรรวัคซีนให้กับคนไทย จนเพียงพอที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นในประเทศ เสียดายที่รัฐบาลไม่เคยกันงบประมาณส่วนนี้ไว้ จนถึงวันนี้เราจึงยังไม่เคยเห็นว่ารัฐบาลจะมีตัวเลขประชากรเป้าหมายที่จะต้องได้รับวัคซีนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ จะไปหาจากบริษัทไหน และจะแจกจ่ายให้ประชาชนเมื่อไหร่ ตราบใดที่เรายังจัดการโจทย์นี้ไม่ได้”

รวมทั้งในเฟซบุ๊กของทนายอานนท์ นำภา ยังได้โพสต์ข้อความในทำนองต้องการดิสเครดิต การทำงานของบริษัทสยามไบโอไซน์ ระบุว่า “รู้แหละ ว่าช้าเพราะอะไร

คำถามคือ มีการประมูลแข่งกันหรือไม่ ทำไมไม่ให้เอกชนอื่นทำ ทำไมต้องบริษัทของกษัตริย์วชิราลงกรณ์ ”

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จูงมือกันไปอ่านหนังสือก่อนมั้ย? “ธนาธร-อานนท์” พล่ามไม่หยุด โจมตี “บริษัทสยามไบโอฯ” เตรียมผลิตวัคซีนโควิดช่วยคนไทย เจตนาชัดจงใจลบหลู่พระเกียรติ ร.9

ล่าสุดทนายอานนท์ นำภา ได้เคลื่อนไหวโพสต์ข้อความอีกว่า “สถานการณ์ตอนนี้เหมือนช่วยตอบโจทย์ว่า ประเทศนี้จำเป็นต้องมีกษัตริย์หรือไม่ และเหมือนกำลังออกใบเสร็จให้การเรียกร้องการปกครองแบบใหม่ ที่คนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ผมตื่นเต้นจนขนลุก ทุกครั้งที่จินตนาการถึงวันพรุ่งนี้”


ทั้งนี้จากโพสต์ดังกล่าวของทนายอานนท์ นำภา เป็นการตั้งคำถามที่เต็มไปด้วยอคติ และจงใจดิสเครดิตการทำงานของสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการชุมนุมและเจ้าตัวได้ขึ้นปราศรัยจาบจ้วงสถาบันฯ อยู่หลายครั้ง


คำถามที่ทนายอานนท์ตั้งไว้ ว่า ประเทศนี้จำเป็นต้องมีกษัตริย์หรือไม่นั้น สามารถตอบได้ทันที ผ่านพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงงานแบบปิดทองหลังพระ พระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล ได้ช่วยเหลือแพทย์ พยายาล เจ้าหน้าที่และประชาชนมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์โควิด-19


โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย จำนวน 13 คัน เพื่อกระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้ประโยชน์ ณ สำนักงานเขตสุขภาพ ที่ 1-12 ทั่วประเทศ และเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่กระทรวงสาธารณสุข ดูแลรับผิดชอบเพื่อใช้เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการเก็บ ตัวอย่างโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น โรงเรียน วัด ชุมชนแออัด และกลุ่มอาชีพเสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

ในระบบการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เชิงรุก เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี

ทรงถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน อันเป็นหน้าที่ที่ประชาชนชาวไทยทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติ ซึ่งรถพระราชทานได้ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนทั้งในจังหวัดระยอง สุมทรสาคร และพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อมานับไม่ถ้วน

– และเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 เฟซบุ๊ก กรมควบคุมโรค รายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานนวัตกรรม ห้องตรวจหาเชื้อ พัฒนาโดย เอสซีจี ให้แก่ สถาบันบำราศนราดูร เป็นแห่งที่ 5 จาก 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ภายใต้โครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระราชทาน ปกป้องบุคลากรทางการแพทย์จากโรคโควิด-19 พร้อมต่อยอดสู่การป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจอื่นได้

– และเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 กรมประชาสัมพันธ์ ได้แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์ ครบ 77 จังหวัด 123 โรงพยาบาลแล้ว ตามโครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระราชทาน เพื่อรับมือสถานการณ์โรคโควิด-19

โดย 123 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัดเครือข่ายโรงเรียนแพทย์ ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์พระราชทาน ตามโครงการช่วยหายใจเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 อาทิ เครื่องช่วยหายใจ 200 เครื่อง , หน้ากากอนามัย 2,000,000 ชิ้น , Face Shield 50,000 ชิ้น , ชุด PPE 4,000 ชุด , Modular Swab Unit ตรวจเชื้อ 20 ห้อง , รถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน 8 คัน , รถตรวจชีวอนามัย 13 คัน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามตอนนี้เรื่องการฉีดวัคซีนถือเป็นข่าวที่ประชาชนรอคอย โดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต ซึ่งบริษัทนี้ถูกจัดตั้งมาจากพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทรงพระราชทานพระราชดำรัสเรื่องสุขภาพของประชาชน ด้วยทรงเห็นว่า ‘คน’ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาประเทศ สร้างความพอมี พอกิน และทรงให้ความสำคัญในการฟื้นฟูปัญหาสุขภาพของประชาชน เพื่อการพัฒนาประโยชน์สุขให้เกิดกับส่วนรวมและประเทศชาติ

ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2552 โดยทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือหุ้น 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 บริษัทหลักคือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด และบริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด โดย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด จะดำเนินการวิจัย พัฒนา และผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ มีการวิจัยพัฒนาและผลิตครบวงจร ตั้งแต่ตัวยาสำคัญและสารออกฤทธิ์ จนถึง ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

พร้อมผลิตวัคซีนโควิด-19 เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย ทำการผลิตต่อ แจกจ่ายหรือบรรจุ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ และวันนี้ทุกอย่างถือว่าพร้อมรับหากวัคซีนผลิตได้สำเร็จ นอกจากที่ดูแลและจ่ายประชาชนในประเทศ ยังมีสัญญากับอาเซียนว่าจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน และวัคซีนจะต้องเป็นสินค้าสาธารณะเพื่อให้คนทุกคนนั้นเข้าถึง ส่วนด้านการวิจัย พัฒนายา และวัคซีน หรือการวิจัยอื่น ๆ รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว มีการจัดทำกองทุนและระเบียบใหม่ในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในขณะนี้มีหลายผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพที่มีการผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศด้วย พร้อมกับในอนาคต หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าและสามารถฟื้นฟูได้ ประเทศไทยจะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ในเรื่องวัคซีน และจะต้องเพียงพอต่อประชาชน