ธนาธร ช่างกล้าแนะรัฐจ่าย 3 พัน เยียวยาโควิดปชช. แต่หุบปากโครงการเมย์เดย์ไม่โปร่งใส?

1423

จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อกระจายทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ พร้อมทั้งยังพบว่าเมื่อมีการตวจเชิงรุกนั้นยอดผู้ติดเชื้อพุ่งหลายร้อย ด้วยประเด็นนี้เองต่อมาทาง นายนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จัดรายการเฟซบุ๊กไลฟ์พิเศษ ในหัวข้อ “ประเทศไทย 2021: ข้อเสนอจัดการโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจ”

ระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีความน่ากังวลเป็นอย่างมาก ถึงวันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดมากถึง 745 คน โอกาสนี้ ตนขอให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด และขอให้กำลังใจผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังทำหน้าที่เพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศต่อสู้กับไวรัสอยู่ขณะนี้

วิกฤตดังกล่าวทำให้ตนต้องมาพูดถึงข้อเสนอในการจัดการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปทางไหนและจะใช้ชีวิตอย่างไรในปี 2564 นี้ ซึ่งในทางหลักการแล้ว การออกมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐจำเป็นจะต้องยึดหลักการที่สำคัญสองหลักการ นั่นคือ 1.ความได้สัดส่วน และ 2. การตั้งอยู่บนความเป็นธรรมและความเสมอภาค

ทั้งนี้ บางช่วงบางตอนนายธนาธร กล่าวว่า ก้าวต่อไปของประเทศไทยในปี 2564 ตนเห็นว่ามีโจทย์หลัก ๆ 5 ข้อ ซึ่งมาจากชุดปัญหาสองชุดด้วยกัน ชุดปัญหาแรก คือชุดปัญหาที่เกิดก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 3 ปัญหา นั่นคือ 1.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิต 2. ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 3. ปัญหาเรื่องประชาธิปไตย ปัญหาทั้งสามเรื่องนี้ไม่ได้หายไป แต่ถูกทำให้รุนแรงมากขึ้นจากการเข้ามาของโควิด

ส่วนชุดปัญหาอีกชุดหนึ่ง ประกอบไปด้วยสองส่วน คือ 1. การจัดการวัคซีนที่เป็นธรรม และ 2. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ฉับพลัน สองปัญหานี้มาพร้อมกับโควิด ซึ่งการจะพาประเทศไทยไปต่อในปี 2564 ได้นั้น จำเป็นจะต้องเข้าใจถึงโจทย์เดิมที่มีมาก่อนทั้ง 3 ข้อ และโจทย์ที่เกิดขึ้นหลังโควิด 2 ข้อ และมาตรการที่จะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ได้ ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน 1) มาตรการในระยะที่ต้องทำทันที 2) มาตรการระยะสั้นที่ต้องทำในปีนี้ และ 3) มาตรการระยะยาวที่ต้องเริ่มทำในปีนี้แต่หวังผลได้ในอีก 2-3 ปีหน้า (Now-Near-Far)

นายธนาธร ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญคือการจัดสรรต้องเป็นธรรมด้วย ถ้าเราไม่ตั้งเงื่อนไขกติกาให้ชัดเจนว่ากลุ่มคนกลุ่มใดควรจะได้ก่อน ถ้าไม่ตั้งกติกาให้ชัดเจน ตนเกรงว่าวัคซีนจะไปถึงมือคนที่มีเงินและมีอำนาจก่อน ผลการศึกษาในหลายประเทศบ่งบอกชัดว่าถ้าจะให้วัคซีนเกิดผลดีแก่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุด

ต้องทำการกระจายอย่างมีระบบ เพราะคนที่ไม่สามารถใช้ชีวิต work from home ได้คือคนที่เปราะบางในสังคม ต้องสัมผัสกับผู้คน คนเหล่านี้ต่างหากที่ควรจะต้องได้รับการดูแล ดังนั้น นอกจากต้องตั้งงบประมาณใช้ชัดเจนและแหล่งที่มาให้ชัดเจนแล้ว จะต้องระบุด้วยว่ากลุ่มคนที่จะได้มีลำดับกติกาอย่างไร สิ่งที่ควรจะเป็นคืออันดับแรก บุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดอยู่ ควรเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่จะต้องได้รับวัคซีน กลุ่มที่สองคือกลุ่มทีมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากไวรัสมากที่สุด และกลุ่มที่สาม คือกลุ่มคนที่เปราะบางที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ เช่น คนที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะและสังคม เราต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้เท่านั้น ประเทศไทยจึงจะผ่านปี 2564 ไปได้อย่างมีพลัง

ประการต่อมาจำเป็นที่เราจะต้องดูแลเรื่องความมั่นคงในชีวิตของประชาชน ในขณะที่ประชาชนกำลังดูแลกันเองอย่างเต็มกำลัง เพื่อทำให้การแพร่ระบาดของไวรัสอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ การเสียสละของประชาชนเป็นไปเพื่อส่วนรวม แต่กลับเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบและได้รับผลกระทบมากที่สุด

ดังนั้น เราจึงเสนอว่าการเยียวยาจะต้องไม่เป็นไปแบบเฉพาะกลุ่ม เราเสนอให้การเยียวยาเป็นไปอย่างถ้วนหน้า นั่นคือการเป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าชั่วคราว (Temporary Universal Basic Income) 3,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน คิดเป็นวงเงิน 4 แสนล้านบาท งบประมาณในส่วนนี้ จากข้อมูลล่าสุดที่เรามีอยู่ เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ได้รับการอนุมัติมาจากสภา มีการอนุมัติโครงการได้แล้ว 4.9 แสนล้านบาท เราเสนอว่าจำนวนเงินที่เหลือ 4 แสนล้านบาทเอามาตั้งเป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ส่วนที่เหลือกันไว้เพื่อนำไปซื้อวัคซีนสำหรับทุกคน

“ถ้าเป็นตามนี้ จะทำให้งบประมาณ 1 ล้านล้านบาทถูกใช้เต็มจำนวน หลายประเทศใช้วิธีนี้ คือแจกเงินถ้วนหน้าเพื่อดูแลประชาชน ซึ่งมีข้อดีคือการให้โอกาสประชาชนในการแก้ปัญหาชีวิตตามความจำเป็นของตัวเอง บางครัวเรือนมีปัญหาค่าเล่าเรียนของลูกหลาน บางครัวเรือนมีปัญหาค่าเช่าบ้าน บางครัวเรือนมีปัญหาเงินกู้ การมีกรอบที่ชัดเจนจะทำให้ประชาชนนำเงินไปใช้ในสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของแต่ละคนและวางแผนชีวิตของตัวเองได้”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม โพสต์ข้อความถึงประเด็นที่นายธนาธรออกมาเสนอแนวคิดแก้โควิด-19 ระบุว่า #ธนาธรกับ3,000บาทถ้วนหน้า ฟังนายธนาธร เสนอเรื่งการจัดการโควิด มาสะดุดที่แนวคิด 3,000 บาทถ้วนหน้า ความคิดนี้ จะถูกจะผิด จะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ว่ากัน อย่างน้อยก็ดีกว่า #สู้เป็นไทถอยเป็นทาส

ทำให้นึกถึงโควิดปีที่ผ่านมา กับโครงการเมย์เดย์ เมย์เดย์ 3,000 บาทถ้วนหน้า ไม่ต้องพิสูจน์ความจน หลายคนยังกังขาว่า ออกแคมเปญนี้มาได้อย่างไร ไม่รู้จริง ๆ หรือว่า ตนเองทำไม่ได้ เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน และที่สำคัญ คนลงทะเบียนร่วมสามล้านคน แต่จ่ายได้จริง 2427 คน

หัวใจที่ต้องย้ำคือ การให้ไม่มีความเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่เรียงตามลำดับ มาก่อนได้ก่อน และนอกจากไม่ถ้วนหน้าแล้ว เงินที่ประชาชนให้มา ก็ไม่ได้แจกทั้งหมด มีการเอาเงินไปทำอย่างอื่น และ บางคนแทนที่จะโอนด้วยระบบออนไลน์ให้เหมือนกับคนอื่น แต่กลายเป็นไปโอนที่เคาน์เตอร์ ไหน ๆ ล่าสุด นายธนาธรออกมาเสนอรัฐบาลเรื่อง 3000 บาทถ้วนหน้าแล้ว ทางที่ดี นายธนาธร ออกมาชี้แจง 3,000 บาทถ้วนหน้าของตนเองให้ประชาชนเข้าใจน่าจะดีกว่า ไม่ยอมพูดถึงสิ่งเหล่านี้

ทั้งนี้ ย้อนไปก่อนหน้านั้นเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 ทางเพจ “คณะก้าวหน้า” ออกแถลงการณ์ ชี้ แจงรายละเอียดยิบ กรณีเงินระดมทุนจากโครงการ เมย์เดย์-เมย์เดย์ เราช่วยกัน เพื่อวัตถุประสงค์ แจกจ่ายเงินให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 รายละ 3,000 บาท โดยให้ทุกคนที่แสดงความประสงค์ขอรับเงินผ่านทาง แฟนเพจคณะก้าวหน้า ตามกติกาที่เรากำหนด โดยมีเงินบริจาค กว่า 7.7 ล้านบาท ต่อมามีประเด็นดราม่าว่า ประชาชนไม่ได้รับเงินตามที่คณะก้าวหน้าแจก

ในขณะนั้น น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เผยกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใสเรื่องเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์ เมย์เดย์ โดยกล่าวว่า กระบวนการฟ้องร้องบุคคลและกลุ่มบุคคลที่กล่าวหาว่าตนยักยอกเงิน หรือมีความไม่โปร่งใส ขณะนี้ได้ดำเนินไปตามกฎหมาย โดยมอบหมายให้ทีมทนายเป็นผู้เขียนคำฟ้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จและดำเนินการฟ้องร้องได้ภายในต้นสัปดาห์หน้า

ส่วนเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดการดำเนินโครงการเมยเดย์ เมย์เดย์ ที่ผ่านมาทางคณะก้าวหน้าพร้อมจะให้ตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งรายละเอียดโครงการทั้งหมด รวมถึงรายชื่อบุคคลที่ได้รับเงินกว่า 2,000 คน และได้มีการโอนเงินเรียบร้อยแล้ว พร้อมนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างโปร่งใสทุกประการ

ซึ่งในตอนนั้น น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า ข้อเรียกร้องให้มีการเปิดเผยสลิปการโอนเงิน หรือสเตทเมนต์ เป็นเรื่องที่เรากังวล เพราะมีข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งเลขบัญชีและชื่อนามสกุลจริง ซึ่งไม่อยากเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่า ในครั้งนี้ธนาธรออกมาเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินคนละ 3,000 บาท เหมือนที่ธนาธรเคยทำนั้น แต่ว่าเหตุใดกันธนาธรถึงได้ไม่เอ่ยถึงดราม่าเรื่องเงินบริจาค จากโครงการเมย์เดย์ เมย์เดย์ ไม่เพียงเท่านั้น ตราบจนถึงตอนนี้ นายธนาธรก็ยังไม่ออกมาพูดเรื่องที่ น้องชายอย่าง นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ติดสินบนเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ หรือกระทั่งกรณี นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกที่ดินในจ.ราชบุรี