ทิศทางไทยเตือนโควิด-19 : ศบค.ห่วงหลังปีใหม่อาจมีคนติดโควิดเพิ่มขึ้น ขณะกทม.ประกาศมาตรการใหม่คุมระบาด

837

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กล่าวว่า มีผู้เชื้อโควิด เพิ่ม 745 ราย

เป็นการติดเชื้อในประเทศ 152 ราย ค้นหาเชิงรุกแรงงานต่างด้าว 577 ราย สถานที่กักกันของรัฐ 16 ราย ทั้งนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นชายไทยอายุ 56 ปี กรุงเทพฯ มีประวัติไปพื้นที่เสี่ยงย่าน คลองเตย และ จ.สมุทรปราการ

ทั้งนี้่ นพ.ทวีศิลป์ยอมรับว่า กังวลกับการเดินทางกลับจากภูมิลำเนาของประชาชน ซึ่งอีก 14 วันข้างหน้า จะเห็นผลชัดเจนว่า จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มหรือไม่ ที่ประชุม ศบค. ยังกังวลกับ “สะเก็ดไฟ” คือ ผู้ติดเชื้อที่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือ การเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง อย่างบ่อนพนัน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้เร่งค้นหาผู้ที่เป็นสะเก็ดไฟให้เร็วที่สุด

ก็ต้องขอความร่วมมือของคนในจังหวัดช่วยกันสอดส่องและคนที่รู้ว่าไปในพื้นที่เสี่ยง ให้มารายงานตัวด้วย แต่เชื่อว่ายังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการลงโทษรุนแรงในพื้นที่ควบคุมสูงสุด เพราะเชื่อว่าประชาชนใน 28 จังหวัดจะร่วมมือกันอย่างดี ส่วนจังหวัดอื่นแม้ว่าจะไม่ใช่พื้นที่ควบคุมสูงสุด ก็เชื่อว่าจะให้ความร่วมมือเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

สำหรับผลกระทบทางจิตใจของประชาชน เช่น ตกใจกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ตื่นตระหนก และอาจถึงขั้นมีอารมณ์โกรธแค้น เนื่องจากภัยพิบัติที่มีฝีมือมนุษย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง จะทำให้เกิดความโกรธแค้นในสังคม การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ ก็มีส่วนหนึ่งเกิดจากบุคคลที่มั่วสุม ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือกติกาที่สังคมวางไว้ร่วมกัน จึงอาจเกิดความโกรธ ความโกลาหล ไม่ร่วมมือหรือละเมิดข้อกำหนดต่าง ๆ จนเกิดการติดเชื้อมากขึ้น เหมือนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่เชื่อว่าหากทุกคนมีสติ ก็จะประคับประคองให้ผ่านไปได้ เช่นเดียวกับ 1 ปีที่ผ่านมา

ด้าน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาให้ร้านอาหารต้องจำหน่ายแบบนำกลับไปทานที่อื่นหรือที่บ้าน (Take Away) ตั้งแต่เวลา 19.00 – 06.00 น. เริ่ม 5 ม.ค. เวลา 06.00 น. จนถึงวันที่ 31 ม.ค.

ทั้งนี้การใช้มาตรการดังกล่าว หากพบการแพร่ระบาดในวงกว้างอาจพิจารณามาตรการที่เข้มข้นขึ้น โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ แต่ยืนยันว่าการใช้กฎหมายเป็นทางเลือกสุดท้าย หวังว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกรระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ถือเป็นวันทำงานวันแรก ที่ผ่านมาทำงานทุกวันอยู่แล้ว รวมทั้งหารือร่วมกับ ศบค.มาโดยตลอด ทั้งเรื่องสถานการณ์และการกำหนดมาตรการอะไรออกมา

ซึ่งแน่นอนทุกอย่างต้องมีความเดือดร้อนกันอยู่บ้าง แต่เราต้องช่วยกันไม่ใช่รัฐบาลทำเพียงอย่างเดียว เพราะออกมาตรการอะไรไปแล้วเจ้าหน้าที่ทำงานก็ไม่สำเร็จ ถ้าไม่ร่วมมือกันจากทุกฝ่าย ดังนั้นต้องหาทางออกร่วมกันว่าจะทำอย่างไร ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาตลอดเวลาทุกเรื่องไม่ใช่แค่โควิด-19 แต่ละเรื่องที่ควรจะแก้ได้ก็แก้ไม่ได้ เพราะมีคนจำนวนมาก ถ้าพูดก็พูดได้แต่ถ้าต้องทำก็ต้องดูคนไทยจำนวนเท่าไร 70 ล้านคน แต่ก็ไม่ยากถ้าเราร่วมมือกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาทุกคนคงมีความสุขตามสมควร ได้อยู่กับครอบครัว หลายคนมีโอกาสไปเที่ยว แต่ขอให้ระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะไม่ว่าจะมาตรการอะไรก็ตามถ้าไม่ทำตามทุกอย่างก็คือปัญหา ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน ทั้งนี้ตนได้กำหนดแนวทางไว้แล้วในการจัดหาเรื่องวัคซีนอะไรต่าง ๆ จึงคาดว่า 1-2 เดือนนี้ จะได้ในส่วนแรกมาก่อนเพื่อใช้ในทางการแพทย์ ประมาณ 2 ล้านโดส ส่วนที่เหลือก็ต้องรอจากอีกที่หนึ่งจำนวน 26 ล้านโดส

“4 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของเราไม่ได้หยุดทำงานมาโดยตลอด จึงต้องให้กำลังใจ ศบค.และคนทำงานเขารวมถึงพื้นที่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะทุกคนก็ทำงานอย่างเต็มที่ผมก็ทราบดีแต่อย่างไรก็ตามคนหมู่มาก เพราะเจ้าหน้าที่ยังไงก็ไม่เพียงพอที่จะไปเฝ้าตรวจทุกคน

ดังนั้นทุกคนก็ต้องรักครอบครัวตัวเอง รักคนอื่น รักสังคมด้วย อย่าทำอะไรที่เป็นความเสี่ยง ซึ่งหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วเราก็ต้องแก้ปัญหาพร้อมแก้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ก็อยากจะให้กำลังใจซึ่งกันและกันในปีใหม่ปีนี้ ผมขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งความสำเร็จในการแก้ปัญหาทุกปัญหา ผมไม่นิ่งนอนใจทุกเรื่องบางเรื่องผมไม่พูดแต่ผมทำและรอผลการปฏิบัติออกมา เพราะถ้าพูดก็จะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องมากหลาย ๆ อย่างก็จะเกิดกระแสต่อต้านก่อน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว