เพนตากอนวิตกทรัมป์ยื้อเก้าอี้?!? ครั้งแรกในรอบ 60 ปี วีโต้งบฯกลาโหม 7.4 แสนล้านดอลลาร์ แบะท่าเล็งประกาศกฎอัยการศึก

1937

ทรัมป์วีโต้ร่างงบฯกลาโหมฉบับใหม่มูลค่า 740,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองพรรค ผ่านสภาคองเกรซรอแค่ลงนาม ทำให้งบฯรวม 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ผ่านไปด้วย จึงมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯอาจเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาลอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตไวรัสโควิด-19 ระบาดใหญ่ระลอกใหม่ ที่ทำคนสหรัฐป่วยและเสียชีวิตพุ่งไม่หยุด แม้มีวัคซีนและฉีดเป็นประเทศแรกๆ การกระทำของทรัมป์โหมกระพือความยุ่งเหยิงในวอชิงตันไม่จบสิ้น ข่าวลือเรื่องการประกาศกฎอัยการศึก ทำกลาโหมเครียด ออกตัวไม่ขอเอี่ยว จับตาการเมืองลงถนนจะเปลี่ยนจากแบล็คไลฟ์แมทเธอร์ เป็น กลุ่มไวท์ซูปเปอร์มาซิสต์ สาวกทรัมป์หรือไม่ สัญญาณป่วนสงครามกลางเมืองส่อตั้งเค้า เพราะเกิดสงครามกลางเมืองเท่าน้ั้นจึงเป็นเงื่อนไขประกาศกฎอัยการศึกได้

 

ก็ทรัมป์น่ะ…จอมแหกกฎฯ?

ในวันพุธที่ 23 ธ.ค.2563  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่าเขามีสิทธิใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมายงบประมาณด้านกลาโหมแห่งชาติ หรือ National Defense Authorization Act (NDAA) ปี 2021 มูลค่า 740,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากร่างกฎหมายนี้มิได้รวมมาตรการสำคัญเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งไม่แสดงถึงความเคารพต่อประวัติศาสตร์ทางทหารและบรรดาทหารผ่านศึกอเมริกัน ซึ่งแตกต่างจากนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนในรัฐบาลของเขา

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุในข้อความที่ส่งถึงสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ด้วยว่า “ร่างกฎหมายนี้คือของขวัญสำหรับจีนและรัสเซีย” นอกจากนี้ทรัมป์ยังต้องการให้สภาคองเกรสถอดบทบัญญัติในร่างกฎหมายกลาโหม ที่เปิดทางให้มีการเปลี่ยนชื่อฐานทัพ ซึ่งเป็นชื่อของอดีตผู้นำสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ในยุคสงครามกลางเมือง

หากการใช้อำนาจวีโต้นี้มีผล หมายความว่าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่งบประมาณด้านการทหารของสหรัฐฯ ไม่ผ่านการรับรองเป็นกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้นำในสภาคองเกรสอาจพยายามเดินหน้าผ่านร่างกฎหมายกลาโหมฉบับนี้ต่อไปด้วยการลงมติยกเลิกการวีโต้ของประธานาธิบดี เนื่องจากผลการลงมติของทั้งสองสภาของสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนธันวาคม แสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกราว 80 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดที่ระบุว่าต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 2 ใน 3 ลงมติเห็นชอบเพื่อลบล้างคำสั่งวีโต้โดยประธานาธิบดี

“ผมตั้งตาคอยลบล้างความพยายามอันไร้ผลและน่าขันของประธานาธิบดี ที่หวังบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติของเรา” มาร์ค วอร์เนอร์ วุฒิสมาชิกจากเดโมแครตระบุในถ้อยแถลง ส่วน จิม อืนโฮฟ วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน ก็ประณามความเคลื่อนไหววีโต้ของประธานาธิบดีเช่นกัน “NDAA ผ่านการรับรองเป็นกฎหมายทุกๆปี เป็นเวลา 59 ปีติดต่อกัน เพราะว่ามันมีความสำคัญยิ่งความมั่นคงแห่งชาติของเราและทหารของเรา ปีนี้ต้องไม่มีข้อยกเว้นใดๆ”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของทรัมป์ เป็นการทำตามคำขู่ก่อนหน้านี้ของเขาที่เคยบอกว่าจะวีโต้ร่างงบประมาณด้านกลาโหม และมีขึ้น 1 วันหลังจากเขาขู่วีโต้และเรียกร้องให้แก้ไขแพ็คเกจ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในงบประมาณของรัฐบาลกลาง ซึ่งในนั้นได้จัดสรรงบเกือบ 900,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

หาก ทรัมป์ ขัดขวางร่างงบประมาณรายจ่ายก้อนใหญ่ หน่วยงานส่วนใหญ่ของรัฐบาลกลางจะเริ่มชัตดาวน์ในสัปดาห์หน้า อันเนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บรรดาเจ้าหน้าที่กำลังแจกจ่ายวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2 ตัว และกำลังดำเนินการตอบโต้เหตุแฮกข้อมูลโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่

ไม่ถึงเดือนก่อนอำลาตำแหน่ง ทรัมป์ไม่พอใจที่สมาชิกรีพับลิกันบางส่วนยอมรับว่าเขาพ่ายแพ้ต่อ โจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ในศึกเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน โดย ไบเดน มีกำหนดสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 มกราคม 2564

ทรัมป์ เคยจุดชนวนให้เกิดภาวะชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาลเป็นเวลา 35 วัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อ 2 ปีก่อน ครั้งที่เขาปฏิเสธร่างงบประมาณของรัฐบาลกลาง ในสิ่งที่เขาบอกว่าจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯกับเม็กซิโก

ป่วนทิ้งทวน หรือป่วนยื้อเก้าอี้?

เมื่อวานนี้ 25 ธ.ค.2563 ท่ามกลางการฉลองคริสต์มาสแบบเหงาๆทั่วสหรัฐ บิ๊กกลาโหมประชุมเครียดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะประกาศกฎอัยการศึกในนาทีสุดท้ายเพื่อขวางไม่ให้ โจ ไบเดน นั่งเก้าอี้ผู้นำ  

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันกับสำนักข่าว Newsweek ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐประชุมหารือลับท่ามกลางความหวั่นวิตกว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศกฎอัยการศึกระหว่างช่วงเวลาไม่ถึงเดือนก่อนอำลาตำแหน่งเป็นการทิ้งทวน เพื่อขัดขวางไม่ให้ โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอย่างเป็นทางการ

บรรดาเจ้าหน้าที่อ้างว่า แม้ว่าจะไม่มีโอกาสที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการใดๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง แต่ก็มีความกังวลว่าทหารจะถูกดูดเข้าไปในปัญหาที่ทรัมป์ก่อขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทรัมป์สั่งระดมกองกำลังทหารส่วนตัวเข้ามาขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจและสร้างความวุ่นวายในกรุงวอชิงตันดีซี

อดีตเจ้าหน้าที่กลาโหมรายหนึ่งกล่าวว่า “ผมทำงานเกี่ยวข้องกับกองทัพมากว่า 40 ปีและไม่เคยเห็นการหารือเช่นนี้มาก่อน” แหล่งข่าวทั้ง 6 รายยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทรัมป์จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายพลระดับสูงในกองทัพหากตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง

รายงานข่าวของ Newsweek เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าทรัมป์เรียกประชุมที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เพื่อหารือหนทางใหม่ในการคว่ำชัยชนะของไบเดน โดยมีการพูดถึงการส่งทหารลงพื้นที่ก่อนจะถูกที่ประชุมปัดตกไปโดยทรัมป์ทวีตปฏิเสธว่า “กฎอัยการศึก=ข่าวปลอม แค่การรายงานข่าวด้วยเจตนาไม่ดีเท่านั้น!” ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพหลายนาย รวมทั้ง ไรอัน แม็คคาร์ธี รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐ และเจมส์ แม็คคอนวิลล์  ผู้บัญชาการทหารบก สหรัฐ ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ศาลปิดทางสู้ของทรัมป์ฯ-อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้

เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธ.ค.2563 พวกกลุ่มอนุรักษนิยมผู้สนับสนุนทรัมป์ ได้ออกมาชุมนุมในวอชิงตันและรัฐอื่นๆ สนับสนุนทรัมป์เดินหน้ากดดันในประเด็นมีการโกงเลือกตั้งแต่สุดท้าย ศาลได้ยกคำร้องขอนับคะแนนใหม่ ทำทรัมป์ผิดหวังอย่างแรง กลุ่มอนุรักษนิยมกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานใดๆ ว่า ว่าที่ประธานาธิบดี ไบเดน ขโมยชัยชนะในศึกเลือกตั้งไปจากทรัมป์ และชุมนุมกันในหลายรัฐ ทั้งวอชิงตัน, จอร์เจีย, เพนซิลเวเนีย, มิชิแกน, วิสคอนซิน, เนวาดา และแอริโซนา ซึ่งล้วนเป็นรัฐที่ทีมหาเสียงของทรัมป์ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการนับคะแนนโหวต

ล่าสุดที่ออริกอน กลุ่มเชิดชูผิวขาวบุกสำนักงานตำรวจคัดค้านการล็อคดาวน์ ไม่สนใจเรื่องการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ผู้ประท้วงหลายคนมีอาวุธสงคราม แม้บางส่วนจะถูกจับ แต่ต้องจับตาดูว่าการประท้วงจะขยายตัวออกไปอีกหรือไม่?

อะไรก็เกิดขึ้นได้ที่สหรัฐ  สถานการณ์ในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า ทำเนียบขาวจะถูกชัดดาวน์หรือไม่ และไบเดน จะได้เข้าพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม 2564 หรือไม่ ไม่นานจะได้รู้!