การบินไทยยังอยู่ไอซียู?!? ขาดทุนบักโกรก 4.95 หมื่นล้านบาท คาดปีหน้าอาจกลับมาโคม่า

678

โควิด-19 ระบาดใหม่ พิสูจน์ซ้ำว่าการบินไทยยังไอซียู การกวาดบ้านล้างบางทุจริตไปถึงไหน ทำไมไม่นำคนผิดมาลงโทษ แผนดีอย่างไร ถ้าบริหารแบบเดิมก็จะกลับไปโคม่าเหมือนอดีต?  ถ้าการบินไทยไม่กวาดบ้านล้างบางทุจริตอย่างจริงจัง ในไม่ช้าก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ การนำคนทุจริตมารับโทษพร้อมกับการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพเท่านั้น  จึงจะสามารถเยียวยาให้ “สายการบินแห่งชาติ” กลับมาแข็งแรงผงาดได้อย่างแท้จริงอีกครั้ง รัฐบาลลุงตู่โปรดอย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

บินไทยยังไม่ออกจากไอซียู-รอดูแผนหลังกพ.2564

25 ธ.ค.2563 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าหนี้ ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งมีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้และการกำหนดเงื่อนไขในการชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ทั้งลดหนี้ยืดหนี้ ส่วนผู้ถือหุ้น อาจจะเป็นการลดทุน ซึ่งอยู่ในกระบวนการเจรจา ให้มีความสมบูรณ์เพื่อนำไปประกอบการจัดทำแผนฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปและยื่นแผนฟื้นฟูกิจการเสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 2 ก.พ. 2564

บมจ.การบินไทย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3/63 ขาดทุนเพิ่มอีก 2.15 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ 9 เดือนของปีนี้ขาดทุนสุทธิ 4.95 หมื่นล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบเพิ่มเป็นเกือบ 4 หมื่นล้านบาท เหลือเงินสดเพียง 1.1 หมื่นล้าน

เมื่อบินไทยโคม่า-สังคมเคยตั้งคำถามจะรอดหรือไม่รอด?

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 การบินไทยเข้าสู่อาการโคม่า เมื่อการระบาดโควิด-19 รอบแรกทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกหยุดชะงัก การบินไทยที่ขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 ต้องเข้าไอซียูตัดสินชะตาว่าจะรอดหรือไม่ 

วันที่ 19 พฤษภาคม คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ไห้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ภายใต้คำสั่งศาลล้มละลาย ต่อมากระทรวงการคลังในฐานนะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 51% ลดสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 48% ทำให้การบินไทยพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ก.คลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นเหตุให้การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการขาดทุนของการบินไทยต้องหยุดลง แต่คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้ส่งเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีฯก.คลังและปปช. รับลูกดำเนินการต่อ จนป่านนี้ไม่มีความคืบหน้า

เรามาประมวลเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับ สายการบินแห่งชาติ ว่าเมื่อน้ำลดตอผุดเป็นอย่างไร? แล้วทำไมป่านนี้ยังไม่ถอนตอทิ้งปล่อยค้างคา

ประการแรก: ปัญหาขาดทุนซ้ำซากทั้งๆที่ผู้โดยสารมาก?

เรื่องนี้ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “ปริศนา! การบินไทยขาดทุนซ้ำซาก” โดยระบุว่า “บางเส้นทางมีผู้โดยสารมาก แต่ขาดทุนอย่างน่ากังขา! แม้ ครม.มีมติปี 57-62 ให้ทีจียกเครื่ององค์กร ลดรายจ่าย เพิ่มศักยภาพการแข่งขันถึง 8 ครั้ง แต่เหลว! ไม่มีอะไรดีขึ้น สุดยื้อการขาดทุน

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า การบินไทยมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องมานานหลายปี เช่น ปี 2561 ขาดทุน 11,569 ล้านบาท ปี 2562 ขาดทุน 12,017 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดของการขาดทุนดังนี้

ปี 2561 ขาดทุน 48 เส้นทาง ได้กำไร 59 เส้นทาง

ปี 2562 ขาดทุน 60 เส้นทาง ได้กำไร 39 เส้นทาง

เมื่อเจาะลึกดูการขาดทุนของบางเส้นทาง พบว่าน่าแปลกใจมากว่าทำไมการบินไทยจึงขาดทุนได้ ทั้งๆ ที่มีผู้โดยสารมากและราคาค่าโดยสารสูง ยกตัวอย่างเช่น

  1. เส้นทาง กรุงเทพฯ-ลอนดอน
  2. เส้นทาง กรุงเทพฯ-มอสโคว์

ปี 2561 มีเที่ยวบินไป-กลับ 418 เที่ยว มีผู้โดยสารเฉลี่ย 67.9% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด ขาดทุนรวม 470 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนเฉลี่ยเที่ยวละ 1,124,402 บาท  ปี 2562 มีเที่ยวบิน 416 เที่ยว มีผู้โดยสารเฉลี่ย 76.5% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด ขาดทุนรวม 477 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนเฉลี่ยเที่ยวละ 1,146,635 บาท

เมื่อย้อนดูมติ ครม.ในช่วงปี 2557-2562 พบว่า ครม.มีมติให้การบินไทยแก้ปัญหาการดำเนินงานถึง 8 ครั้ง ถึงแม้ว่า ครม.ได้มีมติให้การบินไทยแก้ปัญหาในช่วงปี 2557-2562 แล้วก็ตาม แต่ผลประกอบการของการบินไทยในช่วงปีดังกล่าวก็ยังคงขาดทุนทุกปี ยกเว้นปี 2559 เพียงปีเดียวที่มีกำไรแค่ 47 ล้านบาท

และในที่สุด ครม.ก็เลือกแนวทาง “ฟื้นฟูกิจการ” ให้โอกาสการบินไทยคืนชีพอีกครั้ง กระนั้นท่ามกลางการเตรียมการฟื้นฟู ก็มีประเด็นที่รู้กันอยู่แต่ไม่มีใครแตะคือ

ประการที่ 2 เรือง “การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของบิ๊กๆการบินไทย”

15 มิ.ย.2563 ดร.สามารถฯเปิดประเด็นเรื่องการจ่ายเงินค่าน้ำมันให้กับผู้บริหารระดับสูงถึงกว่า 70,000-75,000 บาท “การบินไทยใจป้ำ จัดหนัก แถมค่าน้ำมันรถให้ผู้บริหารระดับสูง 75,000 บาท/เดือน ออนท็อปเงินเดือน 700,000 บาท” 

ดร.สามารถ อธิบายว่า การให้ค่าน้ำมันรถเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง นั้นถือเป็นเงื่อนไขการจ้างงานที่ทำกันได้ แต่ควรเหมาะสมและเป็นธรรมกับพนักงานทั้งหมด พร้อมทั้งแจกแจงว่าการบินไทยได้จ่ายค่าเดินทาง หรือที่เรียกกันว่าค่าน้ำมันรถให้แก่พนักงานตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไป ที่จำเป็นต้องออกไปติดต่องานภายนอก เริ่มต้นที่ 2,915 บาทต่อเดือน สำหรับผู้จัดการแผนก (ระดับ 8) ไปจนถึง 75,000 บาทต่อเดือน สำหรับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ระดับ 13)

น้ำลดตอผุด ขุดมาแฉเรื่องทุจริตในบินไทย-จนปานนี้ยังเงียบกริบ?

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.63 นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยในฐานะเป็นประธานแถลงผลตรวจสอบข้อเท็จจริงในการบริหารกิจการที่ทำให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ประสบปัญหาการขาดทุนของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตั้งแต่ ปี 60-62

จนกระทั่งการบินไทยพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจเมื่อ 22 พ.ค.63 ที่ผ่านมา และเมื่อพ้นสภาพทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นว่าทางคณะทำงานที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่มีอำนาจทางกฎหมายจึงสิ้นสุดการตรวจสอบ ทั้งที่พบว่า มีผู้บริหารระดับสูงของการบินไทย ตั้งแต่ระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ จนถึงระดับรักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทยมีส่วนในการทุจริตทำให้การบินไทยขาดทุนหลายหมื่นล้านบาท  นายถาวร กล่าวอีกว่าในฐานะที่มีการตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงได้สรุปผลสอบสวน และจะมีการเสนอผลสอบสวนให้ นายกรัฐมนตรี ,คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ในวันที่ 31 ส.ค. 63

ผลสอบสวนข้อเท็จจริงพบว่า 

1.การบินไทยประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 51 จากการจัดซื้อเครื่องบิน A340-500 และ A340-600 จำนวน 10 ลำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้การบินไทยขาดทุน ไม่ต่ำกว่า 62,803 ล้านบาท จากการขาดทุนในทุกเส้นทางบิน ตั้งแต่เที่ยวบินปฐมฤกษ์ กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ในเดือน ก.ค.48 จนปลดระวางลำสุดท้ายในปี 56

2.การบริหารงานที่เอื้อประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง โดยระหว่างปี 60-62 การบินไทยขาดทุนรวม 25,659 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงมากเช่น

– ค่าโอที ที่มีการเบิกเกินความเป็นจริง– การบริหารงานผิดพลาด เช่น การเช่าเครื่องบิน B787-800 จำนวน 6 ลำ โดยแต่ละลำราคาไม่เท่ากันโดยมีส่วนต่างถึง 589 ล้านบาท– มีการจ่ายค่าชดเชยคืนสภาพเครื่องบินแบบเช่าดำเนินงาน รุ่น A330-300 จำนวน 2 ลำ สูงถึง 1,458 ล้านบาท

มีรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ได้รับเงินค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษ เดือนละ 200,000 บาท ผ่านไป 9 เดือนเพิ่มเป็น 600,000 บาท โดยอ้างแนวปฏิบัติที่เคยทำมา นอกจากนี้ยังมีการบริหารงานผิดพลาดและส่อทุจริต ในหลายๆ แผนกของการบินไทย เป็นต้น นายถาวร ระบุว่า ข้อมูลมีผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยหลายสิบคนมีส่วนเกี่ยวข้อง

  1. ในปี 60-62 สายการพาณิชย์ไม่มีการจัดทำงบประมาณ แต่ใช้วิธีการกำหนดเปลี่ยนแปลงงบประมาณเองโดยผ่านบอร์ดบริษัทเท่านั้น และมีการขายตั๋วโดยสารในราคาต่ำมาก เฉลี่ยใบละ 6,081 บาท แต่มีจำนวนผู้โดยสารต่อเที่ยวบินเกือบ 80% และมีผู้โดยสารถึง 24.51 ล้านคน แต่กลับมีรายได้จากการขายตั๋วโดยสาร 149,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สาเหตุจากการเอื้อประโยชน์ใหักับตัวแทนจำหน่ายตั๋วโดยสาร และผู้บริหารสายการพาณิชย์ได้แต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดให้ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายทั่วไปในต่างประเทศ (AA) และกำหนดเป้าหมายรายได้จากการขายเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนพิเศษ (Incentive) ตามที่ต้องการ เพื่อให้ AA ส่งรายได้จำนวน 10% ของค่าอินเซนทีฟ เข้าบัญชีกองทุนของผู้บริหารสายงานพาณิชย์และนำเงินในกองทุนดังกล่าวไปจัดสรรและแบ่งปันกันเอง ซึ่งกองทุนดังกล่าวไม่มีระเบียบ ประกาศ หรือกฎหมายของบริษัทฯ รองรับ

การตรวจสอบนี้จะเป็นเครื่องมือในการแก้ไข ไม่มีการกลั่นแกล้งใคร และการทำงานชิ้นนี้ใช้เวลา 43 วัน ใช้คน 33 คน รวมท่านเลขาฯ มีความตั้งใจดีมากกับองค์กร และบอกได้เลยว่าคนในองค์การเดินเข้ามาแสดงความขอบคุณ โทรศัพท์และส่งสัญญาณมาขอบคุณ เรื่องนี้พนักงานเขานั่งดูอยู่นานแล้ว ไม่รู้จะไปพูด ไปบอกกับใคร โดยในช่วงเวลา 43 วัน มีคนเดินเอาข้อมูลมาให้ถึง 100 คน ไม่ใช่เรื่องธรรมดา อยากจะทำต่อแต่หมดอำนาจแล้ว เรื่องนี้ส่งให้ ป.ป.ช. ผู้มีอำนาจเต็มไปดำเนินการต่อ” นายถาวร กล่าว

นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่คือความมั่นคงของ “สายการบินแห่งชาติ” จึงไม่อาจปล่อยให้เรื่อง “ทุจริตคอรัปชั่น-บริหารผิดพลาด-เอื้อพวกพ้อง” มลายหายไปกับสายลม ใครเป็นผู้มารับช่วงสานต่อภารกิจกวาดบ้านให้สะอาดของการบินไทย เมื่อปรากฏแล้วว่ามีใครบ้างเกี่ยวข้องการทุจริต ต้องนำคนผิดมารับโทษ?

โปรดอย่าคิดว่า ประชาชนจะลืม เราจะเกาะติดตามเรื่องนี้อย่างไม่คลาดสายตา!