เมืองคอนเดือดแล้ว!ผู้สมัครส.อบจ.ผวาถูกขู่หนัก หลังแฉทั้งอำเภอซื้อเสียงหัว200

1207

จากกรณีการเลือกตั้ง นายก และ สมาชิก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการได้ประกาศออกมาแล้วนั้น

ต่อมาปรากฏว่าได้มีชาวบ้าน ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร นครศรีธรรมราช จำนวน 5 คนแจ้งนายไพโรจน์ เอียดแก้ว กำนัน ต.เกาะเพชร โดยอ้างว่ามีคนมาแจกเงินซื้อเสียงให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครนายก และ ส.อบจ.ในพื้นที่ทีมหนึ่ง แต่ทั้ง 5 คนไม่อยากขายสิทธิ์จึงขอให้กำนันนำเงินรวม 3,200 บาทไปคืนให้กับนายจรัญ ไม่ทราบนามสกุล คนที่มาแจกเงินซื้อเสียง

ทั้งนี้ นายไพโรจน์ จึงได้ถ่ายรูปชาวบ้านทั้ง 5 คนและเงินนำเงินทั้งหมดรวมทั้งบัตรระบุชื่อและหมายเลขประจำตัวของผู้สมัคร นายก และ ส.อบจ.เขต 1 อ.หัวไทร ก่อนมอบหมายให้นายชาตรี เพชรแก้ว ผู้สมัคร ส.อบจ.เขต 1 อ.หัวไทร เบอร์ 3 ในฐานะผู้เสียหายโดยตรงเดินทางกับพนักงานสอบสวน สภ.หัวไทร ในขณะที่ทาง กกต.ได้ให้ชุดเคลื่อนที่เร็วเดินทางไปยัง สภ.หัวไทร เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

ล่าสุดวันนี้ (22 ธ.ค. 63) ที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง อบจ.นครศรีธรรมราชทีมรักเมืองคอน ของ พล.ท.ธีร์ณฉัฏฐ์ จินดาเงิน หรือ ผู้การตี๋ หัวหน้าทีมคนรักเมืองคอน และผู้สมัครนายก อบจ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 6 ได้มีนายชาตรี เดินทางมาปรึกษาหารือในเรื่องการซื้อเสียงใน ต.เกาะเพชร กับ พล.ท.ธีร์ณฉัฏฐ์ และฝ่ายกฎหมายในการดำเนินการในเนื่องดังกล่าว ในขณะที่ทาง กกต.นครศรีธรรมราช ได้แจ้งให้นายชาตรี นำหลักฐานเพิ่มเติมไปมอบให้กับทางกกต.โดยเฉพาะรายชื่อชาวบ้านจำนวน 5 คนที่นำเงินซื้อเสียงมาคืนให้กำนันนายไพโรจน์

ขณะที่ นายชาตรี กล่าวว่า ในพื้นซื้อเสียงกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในช่วงใกล้ค่ำของวันที่ 19 ธ.ค.62 ได้มีผู้สมัค ส.อบจ.เขต 1 อ.หัวไทร หมายเลข 2 แจกเงินซื้อเสียงให้เลือกเบอร์ 2 นายก และส.อบจ. มีคนเดินทางไปเข้าออกไปรับเงินอย่างต่อเนื่อง ตอนนั้นตนก็ทำใจว่าอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งแน่นอนแล้ว เพราะที่ผ่านมาตนยึดมั่นในการทำงานการอย่างบริสุทธิ์ โปร่งใส ไม่มีการซื้อเสียงหรือทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

“จนกระทั้งเช้าวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ชาวบ้านใน ต.เกาะเพชร ที่รับเงินซื้อเสียงได้แจ้งนายไพโรจน์ ว่ามีคนเข้ามาซื้อเสียงหัวละ 200 บาท แต่พวกตนไม่อยากขายสิทธิ์ขายเสียงจึงขอฝากเงินคืนผ่านทางกำนัน นายไพโรจน์ จึงเดินทางไปตรวจสอบพบชาวบ้านทั้ง 5 คนนำเงินมาคืนรวม 3,200 บาท จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะมอบหมายให้ตนในฐานะเป็นผู้สมัครในพื้นที่และเป็นผู้เสียหายโดยตรงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หัวไทร

พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนปากคำตนและนายไพโรจน์ ตนได้มอบภาพถ่ายพร้อมเงินสด 3,200 บาทให้กับพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน พร้อมแจ้งรายชื่อชาวบ้านที่นำเงินมาคืนทั้ง 5 คนให้ทราบ ทางพนักงานสอบสวนได้เรียกชาวบ้านทั้ง 5 คน มาสอบสวนปากคำ ชาวบ้านโดนข่มขู่ กดดันอย่างหนักจนหวาดหลัวไม่กล้าเดินทางไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน

ในขณะที่เพื่อนบ้านของตนมาแจ้งให้ตนทราบว่ามีผู้กว้างขวางคนหนึ่งในพื้นที่ อ.ปากพนัง ฝากมาบอกให้ตนยุติการเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าว และให้ตนไปถอนแจ้งความเพื่อให้เรื่องยุติ หากตนไม่หยุด ไม่ยุติผู้กว้างขวางคนดังกล่าวจะเข้ามายุติเรื่องกับตนด้วยตนเอง”

นอกจากนี้ นายชาตรี ยังกล่าวอีกว่า ผู้กว้างขวางพูดแบบนี้ตนก็รู้ทันทีว่าชีวิตไม่ปลอดภัยแน่ และเกิดความหวาดกลัวอย่างหนัก จึงโทรศัพท์ปรึกษาทีมคนรักเมืองนคร พร้อม พล.ท.ธีร์ณฉัฏฐ์ หัวหน้าทีม ทุกคนก็ให้กำลังใจและยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องร่วมกันต่อสู้จนถึงที่สุด ทำให้ตนฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง ตนตัดสินใจแล้วอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด จะต่อสู้ในเรื่องนี้จนถึงที่สุด มั่นใจในพยานหลักฐานแม้จะอ้างว่าคนที่ซื้อเสียงไม่ได้ซื้อให้เบอร์ 2 แต่ซื้อเบอร์อื่นซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะในพื้นที่ มีผู้สมัคร ส.อบจ. 3 คน แต่หมายเลข 1 ถูกตัดสิทธิ์การรับสมัครเพราะคุณสมบัติไม่ครบ ในพื้นที่จึงเหลือหมายเลข 2 และตนหมายเลข  3  แค่ 2 คนเท่านั้น โดยผู้สมัครนายกของทีมคู่แข่งก็หมายเลข 2 เหมือนกัน

ส่วนผู้สมัครนายกทีมตนคือ พล.ท.ธีร์ณฉัฏฐ์  หมายเลข 3 การแจกเงินพร้อมบัตรหมายเลข 2 ทั้งนายก และ ส.อบจ.มันชัดเจนว่าเบอร์ 2 หรือหมายเลข 2 ทั้งหัวทั้งหาง จะมาอ้างเป็นอย่างอื่นไม่ได้แน่นอน ตนขอเรียกร้องไปยัง กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลคุ้มครองชีวิตผมด้วย

“วันนี้เวลา 10.00 น.ทางทีมคู่แข่งพร้อมผู้กว้างขวางได้ส่งคน 4-5 คนนัดให้ผมไปพบเพื่อเจรจาในเรื่องนี้หวังข่มขู่ กดดันให้ผมยุติเรื่องและถอนแจ้งความ แต่ผมไม่ยอมไปพบตามนัดและตัดสินใจเดินทางมาที่ศูนย์ประสานงานทีทมคนรักเมืองคอน และนำหลักฐานรายชื่อชาวบ้านทั้ง 5 คนมามอบให้ กกต.นครศรีธรรมราชดังกล่าว”

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาตรี กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้า ในขณะที่นักกฎหมายรายหนึ่งกล่าวว่า ในคดีนี้ในทางปฏิบัติเมื่อตำรวจและ กกต.ได้รับแจ้งจะต้องรีบสอบสวนปากคำผู้แจ้งและพยานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะชาวบ้านที่นำเงินมาคืนทั้ง 5 รายพร้อมนำเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานทันที เพราะเมื่อปล่อยล่าช้าชาวบ้านทั้ง 5 คนถูกข่มคู่ คุกคามจนขณะนี้ไม่กล้าเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน และต่อไปอาจจะให้ปากคำบิดเบือนจากข้อเท็จจริงก็ได้

ด้านนางสาวนุชนภางค์ ลิ่มดุลย์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินการในขณะนี้อยู่ที่พนักงานสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนมีอำนาจเต็มตามมาตร 33 โดยเมื่อพนักงานสามารถสอบสวนทราบถึงการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นนี้ก็สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเสร็จจึงรายงานให้ กกต.เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาขอให้ประชาชนสบายใจได้