พายุหิมะถล่มสหรัฐรุนแรงที่สุดของปี?!? เสียชีวิตกว่า 7 คนเดือดร้อนกว่า 60 ล้าน กระทบการขนส่งวัคซีนทั่วปท.

1505

ท่ามกลางการระบาดโควิด-19ระลอกใหม่อย่างหนักทั่วโลก สหรัฐยังเป็นประเทศครองอันดับ 1 มีผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลก แม้จะมีข่าวดีว่ามีโควิดพร้อมใช้ถึง 2 ตัว ของไฟเซอร์และโมเดอร์นาก็ตาม เพราะภัยพิบัติพายุหิมะถล่มเมืองหลายรัฐอย่างรุนแรงที่สุดในปีนี้ ส่งผลการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากของคนอเมริกันกว่า 60 ล้านคน และเป็นอุปสรรคในการขนส่งวัคซีนทั่วประเทศ นอกจากนี้การแก่งแย่งวัคซีนของคนรวย-วีไอพีของสหรัฐ ทั้งๆที่วัคซีนมีจำกัดได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ทางการสหรัฐออกมาแจงว่าเป็นเพียงข่าวลือก็ตาม

พายุฤดูหนาวที่รุนแรงที่สุดของสหรัฐในปีนี้ ได้พัดถล่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐตั้งแต่วันพุธที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันย่างเข้าวันที่ 4 (ตามเวลาในสหรัฐ)ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน จากอุบัติเหตุรถชนหลายร้อยครั้งในรัฐนิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย และเวอร์จิเนีย หลังถูกพายุหิมะถล่มอย่างหนักไฟฟ้าดับ โรงเรียนหยุดสอน ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 1,500 เที่ยว

ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสหรัฐ รายงานการเกิดหิมะตกหนักทำลายสถิติในหลายพื้นที่ อย่างเช่น เซ็นทรัล พาร์คในนิวยอร์ก หิมะตกมากกว่า 10 นิ้ว หรือมากกว่า 2 เท่า ของหิมะที่ตกที่นี่เมื่อปีที่แล้วที่ 4.8 นิ้ว ส่วนเพนซิลเวเนีย มีหิมะตกสูงสุดวัดได้ 13 นิ้วเกือบทำลายสถิติเมื่อปีที่แล้วที่ 13.5 นิ้ว ผลกระทบจากพายุฤดูหนาวครั้งแรกและรุนแรงที่สุดของสหรัฐในปีนี้ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวอเมริกันกว่า 60 ล้านคนในพื้นที่ และยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่งเริ่มแจกจ่ายและฉีดให้แก่ประชาชนในสัปดาห์นี้

ข่าวลือหรือเรื่องจริงไม่แน่ชัดแต่สื่อสหรัฐถล่มเศรษฐี-วีไอพีวิ่งเต้นลัดคิวฉีดวัคซีนกันอื้ออึง

สำนักข่าวแอลเอ ไทมส์ และมาร์เก็ตวอทช์ รายงานอ้างบทสัมภาษณ์ของแพทย์และคลินิกเอกชนที่ให้บริการคนดังและผู้มีอันจะกินของอเมริกาว่า ตั้งแต่มีการอนุมัติให้ใช้วัคซีนต้านโควิด-19พวกเขาได้รับโทรศัพท์และการสอบถามทุกวันวันละหลายสาย ว่าลูกค้าวีไอพีของคลินิกจะได้รับวัคซีนเมื่อใด บุคคลบางกลุ่มที่คุ้นชินกับการใช้อำนาจ เงินหรืออิทธิพล เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการ หรือการบริการที่พิเศษและรวดเร็วกว่าคนอื่นได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเพื่อให้ได้วัคซีนโควิด-19 ให้เร็วที่สุด

นายแพทย์เจฟฟ์ โทลล์ ผู้ให้การรักษาคนไข้ระดับวีไอพี ที่ศูนย์การแพทย์ ซีดาร์-ไซนายในนครลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ได้รับการแจกจ่ายวัคซีน กล่าวว่าคนไข้บางคนเสนอว่าจะบริจาคเงินให้โรงพยาบาลถึงเกือบ 750,000 บาท เพื่อที่จะได้เป็นคนแรกๆ ที่จะได้รับวัคซีน

ก่อนหน้านี้ กลุ่มที่จับตาดูการแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ได้ออกมาเตือนว่า ปริมาณวัคซีนที่มีน้อยในระยะแรก จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดภาวะตลาดมืดโดยเฉพาะถ้ามีผู้ที่สามารถเข้าถึงวัคซีนหรือมีเส้นสายในแวดวงสาธารณสุขสามารถนำวัคซีนไม่กี่โดสออกมาแบ่งปัน หรือขายให้กับผู้ที่พร้อมจะจ่ายเงินมากที่สุด แม้ในความเป็นจริง กลุ่มมหาเศรษฐีอเมริกันอาจไม่จำเป็นต้องไปเสาะหาวัคซีนในตลาดมืด เพราะความร่ำรวยและอิทธิพลที่มี ทำให้สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขชั้นเลิศ โรงพยาบาลชั้นนำ ที่บุคคลทั่วไปเข้าไม่ถึง ซึ่งทำให้เกิดความได้เปรียบอยู่แล้ว

ด้านไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่าในแต่ละรัฐมีการตีความแนวคิดของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานที่สำคัญไม่เหมือนกันบางรัฐ เช่น นิวยอร์กและอิลลินอยส์ ผู้บริหารหรือผู้ทำงานด้านการธนาคารและตลาดการเงินถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานที่สำคัญ ในช่วงโควิด-19 เช่นเดียวกับนักข่าว นั่นจึงทำให้หลายคนใช้ประโยชน์จากการเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานที่สำคัญนี้เช่นกัน

เรื่องนี้ตัวแทนจากไฟเซอร์และโมเดอร์นา ผู้พัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กล่าวว่า แพทย์และประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อวัคซีนโดยตรงจากบริษัทได้ เพราะปัจจุบัน รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจในการซื้อและแจกจ่ายวัคซีนใน 50 รัฐของประเทศ

สหรัฐยังสาหัสแม้มีวัคซีนถึง 2 ตัว

หน่วยงานอาหารและยาสหรัฐ:เอฟ ดี เอ (FDA) ได้อนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และวัคซีนของโมเดอร์นาแล้วเพื่อใช้ในโครงการ  ทำให้สหรัฐมีวัคซีนต้านโควิดถึง 2 ตัว เตรียมฉีดคนอเมริกัน 

วัคซีนไฟเซอร์ ได้กระจายแล้วจำนวน 2.95 ล้านโดสต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับวัคซีนของโมเดอร์นานั้นคาดว่าจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล จำนวน 5.9 ล้านโดส ถึงแม้จะต้องจัดเก็บและขนส่งในสภาวะแช่แข็ง แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ต่ำถึง -75 องศาเหมือนกับวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค

สถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของสหรัฐ ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยตามรายงานเมื่อเวลา 06.00 น.ของวันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค.63 ตามวันเวลาในไทย ระบุว่า เชื้อไวรัสฯ ได้ลุกลามไปแล้ว 218 ประเทศ ส่งผลให้มียอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นจำนวน 76,590,127 ราย ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,691,064 ราย และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนหายมีจำนวนสะสม 53,718,386 ราย

โดยประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยสะสมสูงสุดเป็นอันดับ 1 จำนวน 18,062,932 ราย และมีผู้ป่วยเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับ 1 จำนวน 323,342 ราย