ธ.ก.ส.ยันจ่ายแน่!?! เงินอุดหนุนชาวนา 3 มาตรการวงเงิน 88,900 ล้านบาท คาดรับ 67,000 บาทต่อครัวเรือน

857

ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว ประเทศไทยเผชิญความยากลำบากทั้งด้านปัญหาการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว ไร้ความรับผิดชอบของหลายส่วน ปัญหาอุทกภัย และปัญหาการเมืองร้อนบนถนน ขณะที่รัฐบาลพยายามดูแลเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงดูสังคมประเทศ และโลก การแข่งขันทางการค้าที่ดุเดือดทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรแปรปรวนไม่มั่นคง มาตรการประคับประคองเกษตรกรของรัฐในเรื่องรายได้เป็นความจำเป็น และอยู่ระหว่างดำเนินการ  3 มาตรการของรัฐดูแลชาวนาได้แก่ เงินประกันรายได้-ชดเชยส่วนต่าง-สินเชื่อชะลอขาย รวมแล้วเป็นเงินอุดหนุนที่ชาวนาจะได้ไม่ต่ำกว่า 67,000 บาทต่อครัวเรือน

7 ธ.ค. 2563 นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.เตรียมจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว รอบ 3 ที่แจ้งรอบการเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2563 อีก 2.4 ล้านราย วงเงินรวม 20,400 ล้านบาท ในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ หลังจากที่ผ่านมาได้จ่ายเงินประกันรายได้รอบ 1-2 แล้ว รวม 1.52 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเกษตร 1.42 ล้านราย

“ส่วนที่เหลือ ธ.ก.ส.จะทยอยจ่ายตามรอบเก็บเกี่ยวที่เกษตรกรแจ้งไว้ จนครบ 4.56 ล้านราย วงเงินรวม 4.57 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะครบในช่วงเดือน พ.ค.2564 โดยเกษตรกรจะได้รับเงินประกันรายได้สูงสุดไม่เกิน 45,000 บาท ต่อครัวเรือน” นายกษาปณ์ กล่าว

นายกษาปณ์ กล่าวว่า ในปี 2563 ราคาข้าวตกต่ำเป็นอย่างมาก จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้กระทบระบบขนส่ง ไม่สามารถส่งออกข้าวได้ โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ในปี 2562 ราคาขายอยู่ที่ตันละ 18,000 บาท ไม่ต้องชดเชยเงินประกัน แต่ปี 2563 ราคาอ้างอิงอยู่ที่ตันละ 12,100 บาท ราคาประกันที่ตันละ 15,000 บาท ต้องชดเชยถึงตันละ 2,899 บาท ทำให้งบประกันรายได้ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไว้ครั้งแรก 1.8 หมื่นล้านบาทไม่เพียงพอ

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ส่วนข้าวประเภทอื่น ก็ราคาตกต่ำทั้งหมด ทำให้ต้องจ่ายเงินประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวเพิ่มขึ้น 

ข้าวเปลือกหอมมะลิ นอกพื้นที่ ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 11,951 บาท ราคาประกันที่ตันละ 14,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 2,048 บาท, 

ข้าวเปลือกเจ้า ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 9,122 บาท ราคาประกันที่ตันละ 10,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 877 บาท, 

ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 9,960 บาท ราคาประกันที่ตันละ 11,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 1,039 บาท และ 

ข้าวเปลือกเหนียว ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 11,066 บาท ราคาประกันที่ตันละ 12,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 933 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว วงเงินรวม 28,000ล้านบาท ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 ไร่ละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน โดย ณ วันที่ 4 ธ.ค. 2563 จ่ายไปแล้ว 22,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.89 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะจ่ายได้ครบ 4.56 ล้านครัวเรือน ในช่วงก่อนปีใหม่นี้

นายกษาปณ์ กล่าวว่า ยังมีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (จำนำยุ้งฉาง) วงเงินสินเชื่อ 15,200 ล้านบาท เพื่อชะลอข้าวเปลือก 1.5 ล้านตัน วงเงินกู้เกษตรกร รายละไม่เกิน 300,000บาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยเกษตรกรได้ 200,000ราย เฉลี่ยจำนำยุ้งฉาง 6-8 ตันต่อราย ได้รับสินเชื่อสูงสุด 12,000 บาทต่อราย โดยจะเริ่มเข้าตรวจสอบยุ้งฉางและอนุมัติสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.นี้

“รวม 3 มาตรการ เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนกว่า 67,000 บาทต่อราย”

ส่วนโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงิน 15,000ล้านบาท เพื่อให้สถาบันเกษตรดูดซับปริมาณข้าวเปลือกในตลาด รวบรวมและรับซื้อข้าวจากสมาชิก ถึงวันที่ 30 ก.ย.2564 ล่าสุดจ่ายเงินแล้ว 900 ล้านบาท

ขณะที่มาตรการอื่น เช่น จ่ายเงินเยียวยาผู้ปลูกลำไย วงเงิน 3,440 ล้านบาท ล่าสุดจ่ายแล้ว 1.99 แสนราย วงเงิน2,826 ล้านบาท โครงการประกันราคาข้าวโพด 4.5 แสนราย วงเงิน 1,812 ล้านบาท จ่ายแล้ว 1.3 แสนราย วงเงิน 637 ล้านบาท และโครงการประกันราคามันสำปะหลัง 9,570 ล้านบาท ครัวเรือนละ 100 ตัน จ่ายแล้ว 500 ราย