จตุพรทิ่มพิชัย? สะกิดแผลคดีบอส วัดใจคนเชียงใหม่ วัดบารมีตู่-ก๊อง

1548

จากที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเป็นกำลังสำคัญในการช่วยหาเสียงให้บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ลงชิงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (นายกอบจ.)

ทั้งนี้นายจตุพร กล่าวช่วงหนึ่งใน เฟชบุ๊กไลฟ์ peace talk ในหัวข้อ ใครพูดเท็จขอให้มีอันเป็นไป โดยระบุเรื่องตัวบุคคลในการลงรับสมัครรับเลือกตั้งอบจ.เชียงใหม่ ถึงขนาดกล่าวหายัดเยียด เลยเถิดว่าไปยืนเคียงข้างพรรคพลังประชารัฐ ไปยืนเคียงข้างกับเผด็จการ โดยไม่ได้นึกถึงว่าตลอดเส้นทางที่ได้สู้กันด้วยความยากลำบากกันอย่างไร เพราะหากคนที่ต้องการจะเลือกหนทาง แบบเป็นนักการเมือง นักเลือกตั้ง ก็ไม่ต้องมาสู้กันกลางถนน ไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพราะสามารถยืนอภิปรายแบบนักเลือกตั้งหรือนักการเมืองทั่วไปได้

ตนต้องยืนหยัดทำความจริงให้ปรากฏและความจริงที่ปรากฎนั้นเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องคดี บอส กระทิงแดง ซึ่งความจริงนั้นคณะกรรมการสอบสวนชุดของนายวิชา มหาคุณ ที่ทำรายงานถึงนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการเปิดเผยถึงตัวบุคคลอย่างชัดเจน และหากปล่อยปละละเลยกันไปจะสร้างความเสียหายในอนาคต เพราะบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างต่ำช้ามากที่สุดนั้นยังลอยนวลอยู่ในสังคม

“ต้องมีการดำเนินคดีทางวินัย ทางอาญา ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่น ที่ร่วมในกระบวนการนี้ และตนต้องเรียกร้องไปยังนายวิชา มหาคุณ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ว่าทฤษฎีอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล อย่าปล่อยให้คนชั่วเหยียบบันไดสภา หรือ อย่าปล่อยให้คนชั่วเหยียบที่ทำการอบจ. มีความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวต่อประชาชนที่ควรจะได้รับรู้ และแน่นอนที่สุด  ความอยุติธรรมในคดีนี้ ที่บอกว่าคุกเอาไว้ขังคนจน ไม่ได้มีไว้ขังคนรวยนะนั้น มันเป็นความตอกย้ำถึงกระบวนความอยุติธรรมสองมาตรฐาน

วันนี้ที่ผมบอกเรื่องนี้เพราะว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนายก อบจ. คนที่มีมลทินมัวหมอง กระทำความผิดแล้วยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม และคนในสังคมนี้ก็ยังไปยกย่อง ยังไปสนับสนุน หรือว่าพรรคการเมืองไปสนับสนุน ซึ่งคงไม่ต้องระบุว่าเป็นพรรคไหน ที่เกี่ยวข้องกับความมัวหมองของการทำลายกระบวนการยุติธรรม จะต้องได้รับการเชิดชู อย่างไรก็ตามความจริงเรื่องนี้ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร แต่เพื่อจะอธิบายว่าในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ต่อสู้กันเรื่องอะไร” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ ประธานนปช. ยังกล่าวอีกว่า พลานุภาพแห่งความจริง คนชั่วต้องไม่มีที่ยืน ดังนั้นที่ตนหยิบยกเรื่องนี้มาพูดนั้น ใครก็รู้ว่าตนพูดหมายถึงอะไร แต่ตนต้องการทำให้ความยุติธรรมนั้นปรากฎ เพราะตลอดระยะเวลาความหาเศษหาเลยกันนั้นที่พยายามปั่นกระแสสกปรกกันมา แต่ที่ยืนกันอยู่นั้น สะอาดสะอ้านกันดีแล้วหรืออย่างไร ดังนั้นการจะผลักไส หรือตราหน้าใครก็ตาม ชะโงกดูเงาตัวเองด้วยว่ามีความสะอาดพอกันหรือไม่ และหากสังคมนี้กำลังจะปั้นปีศาจ ชั่วร้าย ด้วยการฟอกให้ปีศาจกลายเป็นเทวดานั้นในทางการเมืองเราไม่อาจที่จะยอมรับกันได้

อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งชิงนายกอบจ.เชียงใหม่ครั้งนี้ มีคู่แข่งที่สำคัญของนายบุญเลิศ ที่นายจตุพรช่วยหาเสียงอยู่ก็คือ นายพิชัย หรือ ชูชัย(ชื่อเดิม) เลิศพงศ์อดิศร อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงใหม่ หรือ ส.ว.ก๊อง ผู้สมัครนายกอบจ. ในนามของพรรคเพื่อไทย

กระนั้นหากย้อนไปเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 63 จากกรณีนายจารุชาติ มาดทอง อายุ40ปี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพยานคนสำคัญในคดี “บอส อยู่วิทยา” เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ของคู่กรณีเมื่อเวลาประมาณ 01.30น. วันที่ 30 ก.ค.63ที่บริเวณแยกฟ้าธานี ถนนห้วยแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสังคมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุที่เกิดขึ้นว่าเป็นอุบัติเหตุจริงหรือไม่

ต่อมามีกระแสข่าวระบุถึงข้อมูลของนายจารุชาติ จากการตรวจสอบระบบประกันสังคมพบว่ามีชื่อเป็นลูกจ้างในบริษัททนายความแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายชูชัย (พิชัย ชื่อใหม่) เลิศพงศ์อดิศร หรือ“สว.ก๊อง”ทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ว่า “สว.ก๊อง” มีความสนิทสนมใกล้ชิดทั้งกับคนในตระกูล”อยู่วิทยา” ที่ร่วมทำธุรกิจร้านอาหารชื่อดังและสนับสนุนทีมฟุตบอล ตลอดจน สว.ก๊อง ยังสนิมสนมกับที่ปรึกษากฎหมายของตระกูล “อยู่วิทยา” ที่ดูแลต่อสู้คดีขับรถชนตำรวจตายของ “บอส” นายวรยุทธ อยู่วิทยา เมื่อปี2555ด้วย

ทำให้นายชูชัย หรือ นายพิชัย ต้องจัดแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ถูกพาดพิงเชื่อมโยง โดยเบื้องต้นยืนยันว่าไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมใกล้ชิดนายจารุชาติ เป็นการส่วนตัว เพราะมีคนรู้จักของตัวเองชื่อ “หมู” ที่เป็นเจ้าของร้านกุ้งเผาแห่งหนึ่งในเชียงใหม่และนำนายจารุชาติ มาฝากให้ช่วยรับทำงานทั่วไปเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ซึ่งจะมีการเรียกใช้งานเป็นครั้งคราวเพื่อทำงานในส่วนของการดูแลสนามฟุตบอลของสโมสร แต่ไม่ใช่งานประจำ ทำให้นายจารุชาติ จะไปๆมาๆ เพราะต้องไปทำงานที่อื่นด้วย อย่างไรก็ตามบางครั้งนายจารุชาติ จะใช้พื้นที่ในโกดังเก็บของหลังบ้านน้องสาวของตัวเองในย่านแม่เหี๊ยะและเป็นที่ตั้งสำนักงานกฎหมายเป็นที่พัก

“ไม่ทราบว่าเป็นพยานในคดี “บอส กระทิงแดง” จนกระทั่งก่อนที่นายจารุชาติจะเสียชีวิตเพิ่งทราบ และเตรียมจะเรียกมาสอบถาม แต่ว่าเกิดเหตุเสียก่อน ส่วนที่มีชื่อเป็นพนักงานในสำนักงานกฎหมายที่เช่าพื้นที่ของน้องสาวตัวเองเปิดสำนักงานั้น ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร ต้องไปสอบถามกับทางสำนักงานกฎหมายดังกล่าวโดยตรง ขณะที่ข้าวของส่วนตัวของนายจารุชาติที่มีการตั้งประเด็นกันว่ามีชายลึกลับนำไปส่งให้ที่โรงพยาบาลระหว่างญาติรับศพนั้น ชายคนดังกล่าวคือ หมูนั่นเอง เพราะเป็นคนที่รู้จักนายจารุชาติ และช่วยเป็นธุระจัดการให้” นายชูชัย กล่าว

 

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับตระกูล อยู่วิทยาและเครือกระทิงแดงนั้น นายชูชัย ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์และรู้จักกันในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ยูไนเต็ด ด้วยเงินสนับสนุน 10 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี ส่วนร้านอาหารผาลาดตะวันลอนที่มีการระบุว่าหุ้นส่วนกันทำนั้น ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของแล้ว ในฐานะที่รู้จักกันยอมรับว่าเคยมีการพูดคุยกันอยู่บ้างเกี่ยวกับคดี บอส กระทิงแดง แต่เป็นในลักษณะของการเล่าสู่กันฟังเท่านั้น และยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือรับปากวิ่งเต้นช่วยเหลือใดๆ ในคดีดังกล่าว