ปิยบุตร ปลุกลูกก๊วน ให้ลุกขึ้นสู้กับกฎหมาย และ คำพิพากษาศาลฯ

1657

ใส่ยับอีกแล้ว!! ปิยบุตร ปลุกลูกก๊วน ให้ลุกขึ้นสู้กับ “กฎหมาย” และ “คำพิพากษาศาลฯ” เข้าข่ายหมิ่นศาล หรือไม่!?!

จากกรณีที่ทางด้านของ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมเพื่อนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184วรรคหนึ่ง (3)หรือไม่แล้ว

และเมื่อเวลา 15.00 ที่ผ่านมาคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย โดยสรุปว่า “ความเป็นรัฐมนตรี ของพล.อ.ประยทธ์ ไม่ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ”

จึงมิได้เป็นการกระทำที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใด ความเป็นรัฐมนตรีจึงไม่สิ้นสุดลเฉพาะตัวแต่อย่างใด และไม่เป็นกรณีการกระทำอันขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

บิ๊กตู่ รอด ศาลรธน.วินิจฉัยแล้ว อยู่บ้านพักหลวงไม่ผิด ความเป็นรมต.ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดทางด้านของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เพื่อปลุกเล้าให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านกฎหมายบ้านเมือง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

[กำลังบังคับของ “กฎหมาย”]
บทบัญญัติแห่งกฎหมายและคำพิพากษาจะมีค่าบังคับได้ ก็เพราะ “อำนาจ” บังคับให้เกิดผล “อำนาจ” เกิดจากกลไกของรัฐบังคับสั่งการให้บุคคลถือปฏิบัติตาม และบุคคลผู้อยู่ใต้อำนาจยอมรับนับถือและพร้อมเชื่อฟังปฏิบัติตาม
ลำพังแต่ตัวอักษรที่ถูกเขียนเป็นกฎหมายหรือคำพิพากษานั้น ไม่มีค่าบังคับใดๆ

ดังนั้น หากบทบัญญัติแห่งกฎหมายและคำพิพากษาต่างๆ ปราศจากซึ่ง กลไกรัฐในการบังคับการตามกฎหมาย และ การเคารพเชื่อฟังของคนแล้ว กฎหมายและคำพิพากษาเหล่านั้นก็จะมีค่าเป็นเพียงตัวอักษรและเศษกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น
“กฎหมาย” จึงไม่มีอะไรเลย “กฎหมาย” มีพลังได้ เพราะ มีอำนาจรัฐบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมกับมีคนเชื่อฟังทำตาม
“อำนาจ” มีผลได้ เมื่อเราเชื่อว่าตรงนั้นมี “อำนาจ” และพร้อมทำตาม “อำนาจ”
หากมนุษย์ฉุกคิดได้ว่า ณ ที่แห่งนั้น จริงๆ แล้ว ไม่มีอำนาจใดอยู่จริง ทุกอย่างอุปโลกน์ขึ้นมา และดำรงอยู่อย่างไร้เหตุผล ไม่สามารถอธิบายให้คนเคารพเชื่อฟังได้ เมื่อนั้น “อำนาจ” ก็ไม่อาจทำงานได้

การสู้กับกฎหมายและคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องเชิญชวนประชาชนคนส่วนใหญ่คนทั้งประเทศให้แสดงออกโดยพร้อมเพรียงกันว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา มันไม่ใช่กฎหมายและคำพิพากษา แต่เป็นเศษกระดาษเปื้อนหมึก เป็นถ้อยวาจาที่คนใส่ชุดครุยเข้าไปนั่งบนบัลลังก์แล้วพ่นออกมา พร้อมกันนั้น ต้องทำให้กลไกรัฐที่ทำหน้าที่บังคับการตามกฎหมาย ตัดสินใจยุติการพลีกายรับใช้รัฐ และออกมาลุกขึ้นสู้กับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้น

ซึ่งหากว่าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ก.ค. 2563 ก็เคยเกิดเหตุในกรณีเดียวกัน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งอัยการ เห็นชอบที่จะสั่งไม่ฟ้องนายปิยบุตร หลังจากที่ได้แถลงการณ์วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)