“ม็อบคณะราษฎร”ประกาศบุกศาลรธน. ฟังคำพิพากษา พร้อมเปิดภาพบ้านประจำตำแหน่งที่ “บิ๊กตู่” ควรอยู่!!

3635

กรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันที่จะมีการแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ และอ่านคําวินิจฉัยคดีที่มีการร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีบ้านพักทหาร ให้คู่กรณีฟัง

ซึ่งหากผลการตัดสินออกมา พล.อ. ประยุทธ์ผิดจริงตามกฎหมาย ตามแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้

หากศาลชี้ว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ: พล.อ. ประยุทธ์ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ ทันที (ตามมาตรา 160, 170 ของรัฐธรรมนูญ) ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องหลุดจากเก้าอี้ยกคณะ (ตามมาตรา 167 ของรัฐธรรมนูญ) แต่ยังต้องอยู่ทำหน้าที่ “รัฐบาลรักษาการ” ต่อไปในระหว่างรอรัฐบาลชุดใหม่

หากศาลชี้ว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ.ป.ป.ช. : พล.อ. ประยุทธ์ อาจต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 169 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช.) ซึ่งขณะนี้มีคดีคา ป.ป.ช. อยู่แล้ว หลังจากเมื่อเดือน ก.พ. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เข้ายื่นเรื่องให้ตรวจสอบ พล.อ. ประยุทธ์ พร้อมบรรดานายพลและนายพันนับร้อยคนที่พักอาศัยในบ้านหลวง ว่าเข้าข่ายรับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาทหรือไม่

หากศาลชี้ว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ: ฝ่ายค้านอาจเดินเกมต่อเพื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากศาลฎีกาฯ ชี้ว่าผิดจริง พล.อ. ประยุทธ์ ก็จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และห้ามลงสมัคร ส.ส. ตลอดชีวิต (ตามมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญ)

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายกฯได้กล่าวว่า ปัญหาของผมคือผมเป็นนายกฯ มันมีปัญหาเรื่อง รปภ. (การรักษาความปลอดภัย) จึงจำเป็นต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมในเรื่องการ รปภ. ในฐานะเป็นผู้นำประเทศ และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งผมก็เตรียมการไปอยู่บ้านผมอยู่แล้ว”

ล่าสุดวันที่ 30 พ.ย. พล.อ. ประยุทธ์ ได้ขออย่าคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับ “คดีพักบ้านหลวง” ส่วนตัวเขาไม่ได้คิดอะไรมากนัก ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไรก็รับได้

เขายังพูดถึงบ้าน 2 หลัง หลังแรกคือบ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านประจำตำแหน่งของนายกฯ พล.อ. ประยุทธ์ บอกว่าตอนนี้การซ่อมแซมยังไม่เรียบร้อย เนื่องจากมีการชำรุดไปตามเวลา และมองว่าบ้านพักหลังดังกล่าวใหญ่โตเกินไป ส่วนบ้านอีกหลังคือ บ้านพักส่วนตัวซึ่งนายกฯ ยอมรับว่าเตรียมไว้แล้ว

“หากเขาไม่ให้อยู่ก็ไป ผมก็มีบ้าน แต่พื้นที่จำกัด แม้จะคิดว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายผม แต่ผู้นำของประเทศก็ต้องมีการคุ้มครอง จะให้ผมโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวคงไม่ได้ ซึ่งในทุกประเทศก็มีการคุ้มครองผู้นำอยู่แล้ว” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

โดย บ้านพิษณุโลก หรือชื่อเดิมคือ บ้านบรรทมสินธุ์ เป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเรือนรับรองแขกสำคัญของรัฐบาลไทย เป็นบ้านแบบสถาปัตยกรรมกอทิกเวเนเทียน ออกแบบและสร้างโดยมาริโอ ตามานโญ สถาปนิกชาวอิตาลี มีเนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่บริเวณถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ใกล้กับทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นบ้านพระราชทานโดยสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกสร้างขึ้นโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แล้วพระราชทานให้กับพระยาอนิรุทธเทวา ตระกูลอนิรุทธเทวาได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำ พระยาอนิรุทธเทวาจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายบ้านบรรทมสินธุ์เพื่อให้เป็นราชสมบัติ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย และ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ตกลงร่วมรบกับญี่ปุ่น และใช้ บ้านบรรทมสินธุ์ เป็นที่รับรอง นายพลโตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อบ้านบรรทมสินธุ์ เป็น “บ้านไทย-พันธมิตร” กระทั่ง ญี่ปุ่นแพ้สงครามจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านสันติภาพ” และ เมื่อปี 2496 จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีมติให้เปลี่ยนชื่อบ้านเป็น “บ้านพิษณุโลก” ตามชื่อถนน

รัฐบาลยุคต่อมาได้ปรับปรุงบ้านพิษณุโลก เพื่อใช้เป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่สมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2522 และมาแล้วเสร็จในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี พ.ศ. 2524 พลเอกเปรม ได้ย้ายเข้าไปพัก แต่ก็อยู่เพียง 2 วัน จึงย้ายออกไปพักที่บ้านพักเดิมคือ บ้านสี่เสาเทเวศร์ ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการใช้บ้านหลังนี้เป็นที่ทำการของคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยเรียกกันติดปากสื่อมวลชนว่า “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก”แต่ไม่ได้มีการใช้เป็นที่พัก โดยนายกรัฐมนตรียุคต่อมามีเพียง นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่เข้าพักบ้านพิษณุโลกหลังนี้และอยู่ได้นานทั้งสองสมัยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยได้ใช้โซฟาในห้องทำงานซึ่งอยู่ด้านหน้าห้องนอนเป็นที่นอน

ทั้งนี้ บ้านพิษณุโลกมีกิตติศัพท์ร่ำลือกันว่ามีอาถรรพ์เป็นเหตุให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พักได้เพียง 2 วันเท่านั้น ก็ย้ายออกไปแต่เมื่อสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ พล.อ.เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา ซึ่งเป็นทายาทของพระยาอนิรุทธเทวา ซึ่งเคยพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อสมัยเด็กก็ได้รับการยืนยันว่าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องผีดุแต่อย่างใดทั้ง ๆ ที่ตนอาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม

จนกระทั่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซื้อบ้านหลังนี้ไป แต่กิตติศัพท์เรื่องผีดุนี้ก็ได้รับการตอกย้ำ จนไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดย้ายเข้าไปพักอย่างเป็นทางการ แม้แต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ยังได้ใช้บ้านหลังนี้เป็นเพียงที่รับแขกเท่านั้น มีเพียงแต่นายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายเพียงคนเดียวที่พำนักอยู่ในบ้านหลังนี้ได้นานที่สุดคือ นายชวน หลีกภัย เนื่องจากบ้านพักในซอยหมอเหล็งของนายชวนนั้นค่อนข้างเล็กและคับแคบ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงได้ย้ายเข้ามาพำนักในบ้านพิษณุโลก อย่างเป็นทางการทั้งสองสมัย โดยได้ใช้โซฟาในห้องทำงานซึ่งอยู่ด้านหน้าห้องนอนเป็นที่นอน และไม่ได้มีการใช้เตียงนอนภายในห้องนอนของบ้าน เนื่องจากเป็นให้เกียรติเจ้าของบ้าน จึงเป็นที่สงสัยกันว่าเหตุใด นายชวน หลีกภัย พำนักอยู่ในบ้านหลังนี้ได้นานกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ และหลังจาก นายชวน หลีกภัย แล้วก็ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดใช้บ้านหลังนี้เป็นที่พำนักถึงปัจจุบัน มีเพียงแต่ใช้เป็นที่ประชุมและรับแขกเท่านั้น

ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบต่างเล่าลือ ถึงเสียงม้าร้อง ม้าวิ่ง เชื่อว่ามาจากรูปปั้นม้าทองแดง สนามหญ้าหน้าบ้าน นอกจากนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ก็มีวัยรุ่นในสภาพเมาๆ เข้ามาเจอผู้หญิงชุดไทย ซึ่งตรงนี้ไม่รู้เป็นเพราะผีหลอก หรือ เพราะความเมากันแน่

อีกหนึ่งเรื่องที่ยังเป็นที่พูดถึงในกลุ่มนักข่าวรุ่นเก่าแก่ ที่เกิดขึ้นในสมัยนายกบรรหาร ศิลปอาชา ในสมัยนั้นท่านไม่ได้เข้ามาพักในบ้านหลังนี้ แต่ก็ได้ใช้เป็นที่ประชุมเรื่อยๆ โดยครั้งหนึ่ง ท่านได้ใช้เป็นที่ประชุมเหล่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติของพรรค แล้วในระหว่างที่กำลังประชุมอยู่นั้น นายพวงเล็ก บุญเชียง ส.ส.ของพรรคในขณะนั้น ได้ลุกขึ้นยืนก่อนจะกราดนิ้วชี้ไปยังใบหน้าของผู้ร่วมสมาชิกพรรคทั้งหลายว่า “พวกแกมาทำอะไรกันที่นี่!”

และยังมีเรื่องเล่าที่บอกต่อกันมาคือช่วงที่ นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คุณหญิงพจมาน ผู้เป็นภริยาก็ได้นำคนเข้ามาทำความสะอาดของครั้งใหญ่ที่บ้านพิษณุโลกแห่งนี้ ในระหว่างที่กำลังปัดกวาดเช็ดถู คนงานหญิงคนหนึ่งก็ล้มตัวลงนั่ง จากนั้นมองไปรอบๆ ก่อนพูดออกมาเป็นเสียงคล้ายคนแก่ “อะไรๆ ก็รกหูรกตาไปเสียหมด อะไรๆ ก็สกปรก ไม่ยอมทำความสะอาดกันเลย” จนมีการนำน้ำมนต์และสร้อยพระมาคล้อง เธอจึงกลับมาเป็นตัวเธออีกครั้ง