ทรัมป์พร้อมออกจากทำเนียบขาว!?! หลังคณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนเป็นทางการ จับตายุทธศาสตร์ใหม่กระทบประเทศไทย

1049

ปธน.ทรัมป์เปิดเผยว่าเขาจะออกจากทำเนียบขาว หากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) เทคะแนนให้กับนายโจ ไบเดน นั่นเป็นท่าทีชัดเจนว่าพร้อมลงจากเก้าอี้อย่างสันติ อีก 2 เดือนสหรัฐก็จะมีผู้นำคนใหม่ทีประกาศนโยบายสืบทอดแนวคิดโอบามาเป็นหลักทั้งการเมือง การต่างประเทศ การค้า ความมั่นคง พุ่งเป้าจับมือพันธมิตรขัดขวางอิทธิพลจีน ชูธงสิทธิมนุษยชน-เสรีภาพประชาธิปไตย และแน่นอนประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ-และความมั่นคงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

“แฟร์เวลล์ ทรัมป์”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า หากคณะผู้เลือกตั้งตัดสินใจโหวตให้นายโจ ไบเดน ก็ถือเป็นการทำสิ่งที่ผิดพลาด พร้อมกับกล่าวว่า สำหรับเขาแล้ว เป็นเรื่องยากมากที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้เพราะมีการโกงเลือกตั้งจริง

เที่ยง 12.00 น. ตรง วันที่ 20 มกราคม 2564 เป็นเวลาที่ นาย โจ ไบเดน จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเวลาเดียวกันกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ สิ้นสุดอำนาจโดยสมบูรณ์ ถ้าทรัมป์ดื้อแพ่งไม่ยอมย้ายออกจากทำเนียบขาวก่อนเที่ยงวันที่ 20 มกราคม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของทรัมป์และครอบครัวในทำเนียบขาว จะถูกเจ้าหน้าที่ GSA ขนย้ายออกจากทำเนียบขาวทันที เพื่อให้นายใหม่ โจ ไบเดน เข้าไปอยู่แทน 

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

สาเหตุที่สหรัฐฯถือฤกษ์ “12.00 น. วันที่ 20 มกราคม” เป็นวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของ ประธานาธิบดีคนใหม่ ก็เพราะในอดีต 200 กว่าปีก่อน มีผู้สำสหรัฐฯที่มีนิสัยเหมือนทรัมป์คือ นายจอห์น อดัมส์ ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ยอมส่งมอบตำแหน่งให้กับ ประธานาธิบดี โทมัส เจฟ เฟอร์สัน ก็เลยต้องมีกติกา “12.00 น. วันที่ 20 มกราคม” ขึ้นมา เมื่อถึงเวลา 12.00 น. วันที่ 20 มกราคม ประธานาธิบดีคนเก่าจะหมดอำนาจลงทันที

“อเมริกากลับมาแล้ว”-อาจดีกับเขาแต่ไทยเราไม่แน่

นายโจ ไบเดน ผู้นำใหม่สหรัฐฯ วันนี้มีอายุขึ้นปีที่ 79 แล้ว อยู่ครบเทอม 4 ปี ก็มีอายุ 83 ปี

การเปลี่ยนถ่ายอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ทั้ง ทางเศรษฐกิจทหารและการเมือง เบื้องต้น จีเอสเอจะนำส่งข้อมูลชั้นความลับสุดยอดให้กับผู้นำคนใหม่ เช่น การปฏิบัติการลับทางการทหาร หน่วยสืบราชการลับทั่วโลก การอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลความลับของรัฐบาล ไปจนถึงการทำปฐมนิเทศผู้ที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีและหน่วยงานสำคัญต่างๆ

ในวันเปิดตัว โจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์เปิดตัวทีมนโยบายต่างประเทศ และ ทีมความมั่นคงแห่งชาติ ที่รัฐเดลาแวร์ เมื่อวันอังคาร(24 พ.ย.2563) ว่า สหรัฐฯ พร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นผู้นำบนเวทีโลกอีกครั้ง หลังจากที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า เขาจะนำสหรัฐฯออกจาก “นโยบายชาตินิยมฝ่ายเดียว” (America First) ที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผลักดันมาตลอด 4 ปี เป็นเหตุให้สหรัฐฯ ต้องบาดหมางกับมิตรประเทศและชาติพันธมิตร โดยเฉพาะ ยุโรป และ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ งานนี้ ไบเดน ได้เปิดตัว แกนนำซึ่งมีบทบาทในสมัยโอบามาทั้งสิ้น

ด้านการต่างประเทศ

-นายแอนโทนี บลิงเค่น ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศ โดยระบุว่า เขาจะชูนโยบาย America is Back เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ พร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นผู้นำบนเวทีโลกอีกครั้ง (ทรัมป์พังมันลงยับเยินเพราะโลกได้เห็นธาตุแท้อเมริกา) พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู แต่จะไม่ปฏิเสธเหล่าพันธมิตร และ ไม่สร้างความขัดแย้งทางทหารที่ไม่จำเป็น 

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งแข็งแกร่งและได้รุกคืบมาตลอด 4 ปี จีนผงาดขึ้นมามีอิทธิพลต่อโลกเทียมบ่าเทียมไหล่กับสหรัฐฯเรียบร้อยแล้ว ทั้งทาง เศรษฐกิจ การเมือง และ การทหาร แถมยังมีพันธมิตรมากกว่าสหรัฐฯ ด้วยท่วงทำนองวิน-วินกับพันธมิตร ที่ผ่านมาอเมริกานำแบบ “ผู้ชนะได้ทั้งหมด”(The Winner take all)

ด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ

-เจเน็ต เยลเลน ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อีกความยินดีหนึ่งของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา

เจเน็ต เยลเลน สุภาพสตรีวัย 74 ปี ผู้นี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่โดดเด่นมากคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ประจำสถาบันบรู็คกิ้ง (Brooking Institute) กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและ ระดมความคิดแบบ TDRI ของเรา ตำแหน่งสำคัญที่คนอเมริกันและชาวโลกรู้จักอย่างดียิ่ง ก็คือตำแหน่ง ประธานธนาคารกลาง หรือแบงก์ชาติของสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี บารัค โอบามา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.2014

ด้านความมั่นคง

มิเชล ฟลัวร์นอย ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา และคาดว่าเธออาจได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในสมัยของ โจ ไบเดน ด้วย ระบุในบทความเรื่อง How to Prevent a War in Asia ว่า สหรัฐควรเสริมแสนยานุภาพกองทัพให้จมเรือจีนในทะเลจีนใต้ได้ภายใน 72 ชั่วโมง

“เนื่องจากความสามารถของสหรัฐในการตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคลดลง สหรัฐต้องการการป้องปรามที่แข็งแกร่งเพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้นำจีนจะคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด” ฟลัวน์นอยกล่าวถ้าเลือกคนนี้จริงถูกใจ “ขาเหยี่ยว”

ไทยต้องเตรียมรับมือ-กระทบทุกด้าน

ด้านการเมือง– ไบเดนและเดโมแครต ประกาศจุดยืนในระหว่างเลือกตั้ง จะเอาใจใส่หนักเรื่อง “สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพประชาธิไตย  เมื่อตำรวจโลก(ที่ตั้งเอง)กลับมาแล้ว  ไทยจะถูกบีบจากข้อหานี้ ซึ่งเค้าลางเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและเมียนมา กำลังถูกกดดันจากฝั่งตะวันตกที่มีสหรัฐและพันธมิตรเป็นตัวนำวิพากษ์ ขู่คว่ำบาตรสำหรับประเทศไทย เป็นข้ออ้างสวยหรูอีกครั้ง ที่มหาอำนาจตะวันตกใช้สนับสนุน ม็อบทำลายชาติ ทำลายเศรษฐกิจสื่อตะวันตก สัมภาษณ์และเชิดชูฝั่งหนุนล้มเจ้ากันคึกคัก ใครจะรู้ ได้ปธน.ไบเดน-เดโมแครตเป็นผู้นำ บรรยากาศครั้งลิเบีย-อิรัก-ซีเรีย จะกลับมาอีกครั้ง

ด้านเศรษฐกิจ– เมื่อใช้วิธีทำฝ่ายเดียวแบบการกีดกันการค้า ภายใต้คำขวัญ การค้าที่เสรีก้าวหน้า(แต่ต้องตามใจสหรัฐและมหาอำนาจตะวันตก)  ไทยเจอแน่มาตรการ “ตัดGSP” “IUU:การประมงผิดกดหมายฯ”การกดดันร่วมข้อตกลงการค้าแบบที่สหรัฐต้องการ แค่ไม่ทันไรก็ดาหน้ากันมาสั่งโน่นนี่ ไม่ต้องรักษามารยาทการทูตกับเรา เพราะเขาไม่ได้มองเราเท่าเทียม?(ทูต 5 ชาติตั้งโต๊ะแถลงข่าวสั่งสอนรัฐบาลไทย) ดีหน่อยที่สภาหอการค้าสหรัฐและบิ๊กเชฟรอนยังให้เกียรติ ให้กำลังใจฐานเพื่อนเก่าที่ยังดูน่าคบกว่าตัวแทนรัฐบาลชาติตะวันตกทั้งหลาย

ตลาดหุ้นที่ย้ายเวทีจากฮ่องกงมาเลาะเลียบค่ายแถวๆบ้านเรา ลีลาช้อปซื้อของถูกแล้วมาปั่นขายแพงเขาเก่ง

ด้านความมั่่นคง-ถ้าตัวเลือกไบเดนที่จะประกาศอย่างเป็นทางการเป็นผู้พร้อมจะถล่มจีนใน 72 นาที ก็สามารถคาดเดาบรรยากาศเหนือน่านน้ำทะเลเอเชีย-แปซิฟิก  ไต้หวัน ทะเลจีนใต้ ได้ว่าจะระอุเพียงใด สหรัฐขายอาวุธกระเป๋าตุง กดดันเลือกข้างจะเคร่งเครียดกว่าเดิมแน่นอน