ไบเดนประณามทรัมป์?!? ไม่ยอมถ่ายโอนอำนาจไร้ความรับผิดชอบ ทำลายกลไกประชาธิปไตยของสหรัฐ

230

โจ ไบเดนประณามปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธโอนถ่ายอำนาจอย่างสันติ ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบปัญหาการระบาดโควิด-19 เพื่อเตรียมมาตรการต่อสู้การระบาดรอบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ทรัมป์ยังยืนกรานไม่ยอมรับผลเอ็กซิทโพลล์ ขอรอประกาศเป็นทางการและมีเวลาอีก ประมาณ 60 วันจนกว่าจะถึงวันประกาศสาบานตนของประธานาธิบดีคนใหม่ ทรัมป์ยังยื้อเวลาและทิ้งทวนได้อีกหลายเรื่อง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ย.2563 โจ ไบเดนผู้ชนะการเลือกตั้ง(ที่ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ)ได้ประณามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและไม่ยอมถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ ขณะที่ตำหนิหน่วยงาน GSA: General Services Administrations ที่ถ่ายโอนอำนาจล่าช้ากว่าที่ควรเป็น

ในการแถลงข่าวที่วิลมิงตัน, เดลาแวร์ หลังจากที่เขาได้ประชุมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคน และเขากำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะให้ใครเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง แต่ยังไม่ได้บอกชื่อ เขาบอกว่าอาจตัดสินใจก่อนหรือหลังวันขอบคุณพระเจ้าก็เป็นได้ ซึ่งก็ต้องได้รับการยอมรับจากพรรคเดโมแครตด้วย

ไบเดนกลั้นใจก่อนวิจารณ์ทรัมป์และทีมบริหารของเขา เมื่อตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า เขารู้สึกอย่างไรที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ยังไม่ยอมรับว่าแพ้การเลือกตั้ง ไบเดนตอบว่า

“ทุกคนล้วนเป็นพยานถึงความไร้ความรับผิดชอบ และการทำลายกลไกระบอบประชาธิปไตยของอเมริกาอย่างไม่น่าเชื่อท่ามกลางสายตาประเทศต่างๆทั่วโลก”

นับเป็นครั้งแรกที่ไบเดนออกมากล่าวประณามการกระทำของทรัมป์และทีมงาน ที่ไม่ยอมดำเนินการใดๆในการถ่ายโอนอำนาจ และก่อนหน้านี้ที่ฟ้องร้องต่อศาลว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา มีการทุจริต

ผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐตามการระบุของเอ็กซิตโพลทั่วประเทศ เป็นไปในทางเดียวกัน คือไบเดนซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต สะสมคะแนนคณะผู้เลือกตั้งได้อย่างน้อย 306 เสียง มากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำคืออย่างน้อย 270 เสียง ส่วนทรัมป์ซึ่งลงสมัครในนามตัวแทนของพรรครีพับลิกัน มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 232 เสียง โดยไบเดนยังมีคะแนนเสียงมากกว่าทรัมป์เกือบ 6 ล้านคะแนน คิดเป็น 51.0% ต่อ 47.2% 

ไบเดนกล่าวว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความชอบธรรม พร้อมทั้งยืนยันว่าเขาและนางกมลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดี จะเข้าพิธีสาบานตัวตามกำหนด คือในช่วงเที่ยงของวันที่ 20 ม.ค. 2564

นายไบเดนกล่าวว่า เมื่อตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ตนจะสั่งการให้ผู้ว่าการรัฐต่าง ๆ บังคับใช้มาตรการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่างทางสังคม ตลอดจนตรวจหาเชื้อและติดตามตรวจสอบเส้นทางการแพร่ระบาดอย่างอย่างแข็งขัน และจะใช้กฎหมายการบังคับบัญชาด้านความมั่นคง เพื่อให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการเต็มที่

นอกจากนี้ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังรับปากว่าจะหาทางช่วยให้เด็ก ๆ ได้กลับเข้าโรงเรียนเพื่อไม่ให้ล้าหลังในการเรียนรู้ และจะแก้ไขปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นในการป้องกันการระบาดของโควิด-19 ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน นายไบเดนกล่าวตำหนิสำนักงานบริหารจัดการทั่วไปของสหรัฐฯ หรือ GSA ที่ยังไม่ยอมรับว่าตนเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางยังไม่สามารถทำงานร่วมกับคณะส่งมอบอำนาจประธานาธิบดี เพื่อดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ด้ว

ในการแถลงข่าว ไบเดนและว่าที่รองประธานาธิบดี กัมลา แฮร์ริส เปิดเผยว่าได้ประชุมทางออนไลน์กับคณะรัฐบาลหลายๆคน ทั้งของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้ทีมบริหารของเขาจะทำอย่างไรให้ดีที่สุดในการสู้กับการระบาดโควิด-19 เมื่อเขาเข้าสู่ทำเนียบขาวแล้ว

ไบเดนกล่าวในที่ประชุมถึงความสำคัญของหน้ากากอนามัยในระหว่างการประชุม แต่เขาสัญญาว่า “ไม่มีการชัดดาวน์” ในด้านเศรษฐกิจของทีมงานของเขาแน่นอน

“ผมจะไม่มีวันชัดดาวน์ทางเศรษฐกิจ” “ไม่มีปิดประเทศ” “ไม่มีปิดประเทศ”

ก่อนหน้านี้ในช่วงเวลาการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ไบเดนเคยพูดว่า ถ้าเขาได้รับเลือกตั้ง เขาจะไปเยี่ยมผู้ว่าการรัฐทุกแห่งทั้งเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นด้วย เพื่อจะได้รับรู้ว่าพวกเขาต้องการให้สนับสนุนด้านใดบ้างในการต้องต่อสู้กับการระบาดไวรัสโควิด-19 และเมื่อเป็นจริงเขาได้ทำตามความตั้งใจ