BTS ยันไม่เคยขู่หยุดวิ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียว?!? ยอมวิ่งฟรีมา 2 ปี กทม.ค้างหนี้กว่า 8,000 ล้านบาท

838

กระแสข่าวรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะปิดเดินรถ เพราะกทม.ไม่ยอมจ่ายหนี้ทำตกใจกันทั้งบาง แต่คีรี กาญจนพาสน์ยืนยันไม่เคยสั่งหยุดเดินรถ เพราะห่วงผู้โดยสารเดือดร้อนมากกว่า ยอมเดินรถฟรีให้กทม.มา 2 ปีกว่าแบกหนี้ 8,000 ล้านบาทไม่ปริปาก ส่วนทาง กทม.อ้างไม่ตั้งเรื่องจ่ายค่าจ้างเพราะการลงนามสัมปทานยืดเยื้อ รอหักกลบลบหนี้สัญญาใหม่ BTSยังลุ้นจะได้ต่อสัมปทานสีเขียวส่วนต่อขยาย ก่อนเปิดเดินรถ 16 ธ.ค.นี้ตามกำหนด

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบรรษัทภิบาลฯ เป็นประธานฯ นั้น นายคีรีได้ประกาศชัดว่า BTS ไม่เคยประกาศหยุดเดินรถไฟฟ้าสายเขียวและส่วนต่อขายสายสีเขียวเหนือ-ใต้ แม้ไม่ได้รับเงินค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาเกือบ 3 ปี เป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ยอมแบกรับหนี้แต่จะไม่ทิ้งผู้โดยสารเด็ดขาด

ทั้งนี้ แม้บริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเดินรถโดยไม่ได้รับค่าจ้าง 8,000 ล้านบาทจาก กทม. นับตั้งแต่เปิดให้บริการเดินรถ ได้แก่ 1.ส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-สำโรง) 2.ส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-คูคต) ที่เปิดเดินรถแล้ว 9 สถานี ตั้งแต่หมอชิต-วัดพระศรีมหาธาตุตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 และ 3.ส่วนต่อขยายสายสีลม สะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และ 4.ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง

“ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ยังมองว่า ยังพอรับภาวะหนี้ได้ทั้งหุ้นกู้ กองทุน สถาบันทางการเงินเจ้าหนี้ อีกทั้งได้สอบถามผู้ถือหุ้นแล้ว ยืนยันว่า รอ กทม.หาเงินมาจ่ายค่าจ้าง หรือเร่งขยายสัมปทานเดินรถไฟฟ้าและภาระหนี้ซึ่งสามารถนำรายได้จากอนาคตมาใช้ก่อน” นายสุรพงษ์ กล่าว

ลุ้นได้ข้อสรุปต่อสัญญาสัมปทาน

การต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีความยืดเยื้อมามากกว่า 1 ปี ทำให้กรุงเทพมหานครไม่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับชำระค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยาย และกลายเป็นปัญหาต่อเนื่องที่ผูกติดกันหลายปัญหา

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในด้านเทคนิคถือว่ามีความพร้อมในการเดินรถสมบูรณ์แล้ว รวมถึงความพร้อมด้านจำนวนรถที่บีทีเอสได้จัดซื้อขบวนรถใหม่เมื่อ 3 ปี ที่แล้ว ซึ่งบีทีเอสได้รับมอบขบวนรถไฟฟ้าครบ 46 ขบวน เพื่อทำการวิ่งในเส้นทางส่วนต่อขยายทั้งหมด 

ในขณะที่การซื้อรถไฟฟ้าใหม่จะมีการประเมินอีกระยะ โดยเฉพาะประเด็นการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนผู้โดยสารที่จะกลับอยู่ระดับปกติขึ้นกับเงื่อนไขการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 เพราะจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป รวมถึงคนไทยที่อยู่ในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง

กทม.ไม่จ่ายหนี้เพราะต่อสัญญาสีเขียวล่าช้า

นายเกรียงพล พัฒนรัฐ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า การเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ-คูคต มีความพร้อมตามกำหนดในวันที่ 16 ธ.ค.2563 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการเปิดเดินรถ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ติดตามความพร้อมการขยายเส้นทางมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นการให้บริการที่ยกเว้นค่าโดยสารต่อเนื่องจากส่วนต่อขยายสถานีหมอชิต-สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ

ส่วนประเด็นที่บีทีเอสทำหนังสือถึงกรุงเทพมหานครเพื่อติดตามค่าเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายยังไม่มีการกำหนดนัดหารือกับบีทีเอส

รายงานข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานครได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล ภายหลังรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่เปิดบริการฟรีตั้งแต่ปี 2561 แต่ยังไม่มีคำตอบมาว่าจะสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้หรือไม่จำนวนเท่าใด จากจำนวนหนี้ที่มี 8,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัญหาการค้างชำระค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการดำเนินการต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีความล่าช้า โดยกรุงเทพมหานครไม่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับจ่ายค่าจ้างเดินรถ เพราะจะนำหนี้ค่าจ้างเดินรถมาหักลบกลบหนี้หลังต่อสัญญาให้บีทีเอส ซึ่งไม่มีใครประเมินมาก่อนว่าการต่อสัญญาจะมีความล่าช้าจนถึงปัจจุบัน

สำหรับกระบวนการต่อสัญญาดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งเพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการเจรจาการต่อสัญญาระหว่างกรุงเทพมหานครกับบีทีเอสช่วงต้นปี 2562 และมีการเสนอร่างสัญญาต่อสัมปทานให้คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เห็นชอบเมื่อเดือน พ.ย.2562 รวมทั้งมีการเสนอร่างสัญญาต่อสัมปทานให้ ครม.พิจารณา 3-4 ครั้งแล้ว แต่ถูกตีกลับ

คมนาคมตั้งข้อสังเกตุให้มหาดไทยแจงเพิ่ม

การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2563 กระทรวงมหาดไทยเสนอให้มีการพิจารณาการต่อสัญญาสัมปทาน ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีการตั้งข้อสังเกต 4 ประเด็น รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงใน ครม.ว่าเรื่องนี้ได้หารือฝ่ายกฎหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการไปแล้วอย่างน้อย 4-5 ครั้ง รวมทั้งกระทรวงมหาดไทยเขาไปทำข้อมูลมาพบว่า การกำหนดราคาค่าโดยสารที่ระดับ 65 บาทนั้นถือว่าครอบคลุมการให้บริการตลอด 66 กิโลเมตร เฉลี่ยค่าโดยสารกิโลเมตรละ 0.97 บาท ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินกำหนดค่าโดยสารสูงสุดที่ 42 บาท แต่ให้บริการระยะทางทั้งสิ้นแค่ 48 กิโลเมตร เฉลี่ย 0.88 บาท/กิโลเมตร 

ซึ่งที่เห็นว่าราคาต่างกันนั้น เพราะส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินนั้นรัฐบาลสนับสนุนค่าก่อสร้าง งานโยธา ในขณะที่ที่สายสีเขียวรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนจึงจำเป็นต้องใช้รายได้ของตนเองชำระต้นทุนทั้งหมด

นอกจากนี้สายสีน้ำเงินที่ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่มีการแบ่งรายได้ให้รัฐบาล ในขณะที่สายสีเขียวมีการแบ่งรายได้แก่กรุงเทพมหานครกว่า 2 แสนล้านบาท ดังนั้น หากสายสีเขียวไม่ต้องแบกรับภาระเช่นรถฟ้าสายสีน้ำเงินก็กำหนดค่าโดยสารได้ต่ำกว่าสายสีน้ำเงิน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณารายละเอียดตามข้อสังเกตมาเพิ่มเติม เพื่อนำเข้ามาพิจารณาในรอบใหม่ โดยให้กระทรวงมหาดไทยชี้แจงตอบทุกคำถาม เพราะเป็นเรื่องที่ ครม.ต้องรับผิดชอบร่วมกันทุกคน