จาก หัวเหว่ย ถึงTikTok !?! สหรัฐรุก!!บีบจีนขายให้ไมโครซอฟท์ภายใน 45 วัน จีนประณาม จับตาจะตอบโต้อย่างไร?

956

หวัง อี้, รมต.กระทรวงการต่างประเทศ จีน ออกมาประณามสหรัฐฯที่รุกไล่ กดดันจีนไม่เลิก โดยชี้ว่าสหรัฐฯคือต้นเหตุของสงครามเย็นรอบใหม่ เป็นผุ้ทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ

เพราะต้องการผูกขาดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแต่เพียงผู้เดียว และย้ำว่า จีนมีนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นรวมทั้งสหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั่งไม่ส่งออกอุดมการณ์ ล่าสุดสหรัฐกดดันบริษัทไบแดนซ์เจ้าของแอพพลิเคชี่น TikTok ให้ขายกิจการให้ไมโครซอฟท์ภายใน 45 วันและแบน WeChat ของเทนเซนต์เพิ่มด้วย

หวัง อี้, มุขมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน แถลงกับสำนักข่าวซินหัวว่า ประเทศจีนไม่มีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาที่แปรเปลี่ยนไปด้วย และไม่ส่งออกอุดมการณ์ 

“เราไม่มีความเห็นต่อสหรัฐอเมริกาที่แปรเปลี่ยนไป ประเทศจีนไม่เคยส่งออกอุดมการณ์ และไม่เคยก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น”

“ทุกวันนี้ ประเทศจีนไม่ใช่อดีตสหภาพโซเวียต” คำกล่าวนี้เจาะจงถึง “สงครามเย็นครั้งใหม่”  ที่ในอดีต สหรัฐอเมริกาต่อสู้กับรัสเซีย และปัจจุบัน สหรัฐฯกำลังกดดันจีนด้วยกลยุทธ์เดียวกัน 

หวังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและปักกิ่ง กำลังเผชิญความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ นับตั้งแต่มีการนำประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้อง  ทั้งสองประเทศตอบโต้ทางการค้าใส่กัน ท่ามกลางการระบาดไวรัสสายพันธ์ใหม่ โควิด-19 รวมทั้งเรื่องอื่นๆ

“ปัญหารากฐานคือ นักการเมืองอเมริกันบางคน บางกลุ่ม ผู่อคติไม่เป็นมิตรและต่อต้านจีน ใช้อำนาจของเขาใส่ร้ายป้ายสีประเทศจีน และขัดขวางความสัมพันธ์ปกติที่มีต่อจีนตลอดมา ภายใต้ข้ออ้างต่างๆนานา”

หวัง กล่าวว่าสหรัฐอเมริกาได้ต่อต้านกดดันบริษัทเทคโนโลยีของจีน เช่น “หัวเว่ย” และ “ไบแดนซ์” ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok เพราะพวกเขาต้องการ “ผูกขาด” ในด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สหรัฐฯ  “ละเมิดกฎหมายการค้านานาชาติ”มาโดยตลอด และ “ทำลายสภาวะแวดล้อมของการค้าเสรีทั้งโลก”

หวังแนะนำเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการกีดกันกลั่นแกล้งสารพัดที่สหรัฐฯกระทำ “ทุกคนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯมีจุดมุ่งหมายในการผูกขาดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแต่เพียงผู้เดียว แต่ปฏิเสธและจำกัดสิทธิในการพัฒนาด้านเหล่านี้ในประเทศอื่นๆ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดภาษีสินค้าในอัตราที่สูงกับรัฐบาลปักกิ่ง เพื่อกดดันการเจรจาการค้ากับจีน คณะรัฐบาลของปธน.ทรัมป์ลงโทษจีนด้วยข้อหาสายลับโดยไม่มีหลักฐาน และ กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ปธน.ทรัมป์ยังคงป้ายความผิดเกี่ยวกับการระบาดไวรัส โควิด-19 ว่าเป็นต้นเหตุ

วันจันทร์ที่ 3 ก.ค.2563 ปธน.ทรัมป์ สั่งแบน TikTok กดดันให้ขายกิจการให้บริษัทไมโครซอฟท์ และในวันพฤหสบดีที่ 5 ก.ค. 2563 ปธน.ทรัมป์สั่งใช้อำนาจพิเศษ ห้ามใช้แอพฯของจีนเป็น “วาระเร่งด่วนแห่งชาติ” โดยกล่าวว่า การแพร่กระจายของแอพพลิเคชั่นจากประเทศจีนเป็นภัยต่อความมั่นคง และคุกคามเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่ แอพฯTikTok ของบริษัทไบแดนซ์, WeChat ของบริษัทเทนเซนต์

ปธน.ทรัมป์ยังได้ยื่นเส้นตายให้เจรจาขายให้บริษัทไมโครซอฟท์ภายใน 45 วันนับจากวันประกาศ (5 ก.ค.2563) และห้ามบริษัทในสหรัฐใช้แอพฯทั้งสองโดยเด็ดขาด 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สหรัฐดำเนินคดีกับผู้บริหารระดับสูง บริษัท หัวเว่ย และคดียังอยุ่ระหว่างการต่อสุ้ในชั้นศาล ขณะที่โน้มน้าวสหภาพยุโรปแบนใช้ 5G: หัวเหว่ย ซึ่งมีบางประเทศตอบรับ บางประเทศวางเฉย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ, ไมค์ ปอมเปโอ เรียกร้องบริษัทอเมริกันให้ห้ามการดาวน์โหลดแอพTikTokและ WeChat ของจีนในทันที

Cr:https://thehill.com/policy/international/510843-chinas-top-diplomat-says-it-has-no-intentions-to-become-another-united