ไทยลงนามRCEP!?! เปิดตลาดการค้าโลกแหล่งประชากร3.6 พันล้านคน มูลค่าการค้า 11.2 ล้านล้านดอลลาร์

865

ผลงานชิ้นโบว์แดงของ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 37 : การลงนามข้อตกลงRCEP-เปิดเสรีการค้าอาเซียน+ 6 ประเทศ รอมา 8 ปี ประกาศลงนาม 15 ประเทศแน่นอน 15 พ.ย.นี้คาดมีผลบังคับใช้กลางปี 2564 นอกจากนี้ RCEPเป็นตลาดการค้าโลกที่มีประชากรกว่า 3.6 พันล้านคน จีดีพีรวมกัน 28.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  จะเป็นจุดเชื่อมโยงซับพลายเชนที่สำคัญของโลก และประเทศไทยซึ่งระดมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ รองรับห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเป็นระบบ ทำให้มีโอกาสแสดงบทบาทกลยุทธ์ซับพลายเชนที่สำคัญของโลกไว้ได้ 

รูปแบบจะเป็นการส่งเอกสารข้อตกลงRCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ให้แต่ละประเทศ เวียนลงนามกันจนครบจำนวนคือ 15 ประเทศ จากสมาชิกทั้งหมด 16 ประเทศ ยกเว้นอินเดีย ทำให้ข้อตกลงบรรลุ 15 ชาติไปก่อน แต่จะเปิดช่องเพื่อให้อินเดียสามารถเข้าร่วมได้ในภายหลัง

เมื่อลงนามแล้วสมาชิกแต่ประเทศต้องกลับไปดำเนินการตามกฎหมายภายในประเทศของตน สำหรับประเทศไทยต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาก่อน จึงลงสัตยาบันได้ การกำหนดบังคับใช้สมาชิกอาเซียนและคู่เจรจาอย่างละครึ่งลงนามสัตยาบันจึงบังคับใช้ได้ ในการนี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ประมาณกลางปี 2564

RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ของไทย ข้อมูลในปี 2562 มีสมาชิก 16 ประเทศ คือประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มีประชากรรวมกันกว่า  3,600 ล้านคนคิดเป็น 48.1% ของประชากรโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รวมกันกว่า 28.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 32.7% ของGDP โลก และมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 11.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 29.5% ของมูลค่าการค้าโลก

RCEP-การเปิดเสรีการค้าและการลงทุน

เวียดนามเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 11-15 พ.ย. โดยปีนี้จัดในรูปการประชุมออนไลน์ ซึ่งผลการประชุมที่สำคัญในครั้งนี้ ถือว่าเป็นผลผลิตชิ้นโบว์แดงของอาเซียนนั่่นคือ การลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่ใช้เวลาเจรจามากประมาณ 7 ปี 7เดือน หลังได้ข้อสรุปที่ประเทศเมื่อปี2562ที่ผ่านมา และกว่าจะผ่านขั้นตอนทางเทคนิคทำให้พิธีการลงนามจะเกิดขึ้นในวาระที่เวียดนามเป็นประธานการประชุมในปีนี้ 

นายกรัฐมนตรีเหวียน ซวนฟุกของเวียดนาม ยืนยันระหว่างพิธีเปิดการประชุมว่า จะมีการลงนามอาร์เซ็ป ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ เช่นเดียวกับโมฮัมเหม็ด อัสมิน อาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้ามาเลเซีย ที่เผยก่อนการประชุมออนไลน์ว่า หลังจากเจรจากันมาอย่างเหนื่อยยากเกือบ 8 ปี สุดท้ายแล้วจะมีการลงนามข้อตกลงอาร์เซปในวันอาทิตย์ นี้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า RCEP นำเสนอครั้งแรกในปี 2555 โดยมีจีนเป็นแกนนำประกอบด้วยสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เหล่านักลงทุนมองว่า หากลงนามกันแล้วจะเป็นข้อตกลงการค้าใหญ่สุดของโลกในแง่จีดีพี และถูกมองว่าแม้เดิมทีอินเดียต้องร่วมลงนามด้วยแต่ถอนตัวไปเมื่อปีก่อน ด้วยกังวลว่าสินค้าจีนราคาถูกจะทะลักเข้าประเทศ แต่สามารถเข้าร่วมภายหลังได้หากเปลี่ยนใจ แต่ก็ยังทำให้RCEPเป็นคู่แข่งกับข้อตกลงการค้าที่สหรัฐนำอย่างความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกจิภาคพื้นแปซฟิิก (CPTPP)

ราจีฟ บิสวาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แผนกเอเชียแปซิฟิก บริษัทที่ปรึกษาไอเอชเอส มาร์กิต กล่าวว่า RCEP มีจีดีพีสมาชิกรวมกันราว 30% ของจีดีพีโลก จะเป็นก้าวย่างสำคัญสำหรับเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ซึี่งเขาย้ำว่าRCEP จะเป็นเขตการค้าเสรีใหญ่สุดของโลกวัดจากจีดีพี การลงนามข้อตกลงฉบับนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ 10 ชาติอาเซียนพยายามลดความเสียหายจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ทำลายทั้งเศรษฐกิจและสร้างวิกฤติสาธารณสุขขั้นรุนแรง ไม่เพียงเท่านั้น RCEPยังถูกมองว่าเป็นกลไกให้จีนร่างระเบียบกำหนดกติกาการค้าในเอเชียแปซิฟิก หลังจากสหรัฐรามือไปสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อเล็กซานเดอร์ คาปรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจากวิทยาลัยธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า RCEPมีประโยชน์ต่อความต้องการเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของจีนอย่างแน่นอน แต่เมื่อนายโจ ไบเดน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สหรัฐก็อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับเอเชียแปซิฟิกแข็งขันยิ่งขึ้น เหมือนกับที่อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามาเคยทำ

ถ้าคิดว่ารัฐบาลไบเดนก็คือภาคต่อของรัฐบาลโอบามา แน่นอนว่าจะต้องใช้นโยบายปักหมุดเอเชีย”

ขณะที่เอเชียแปซิฟิกกำลังรอดูว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐจะคลี่คลายไปอย่างไร ภายในภูมิภาคยังเผชิญปัญหาคาใจอีหลายเรื่อง เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ที่ปักกิ่งอ้างกรรมสิทธิ์เกือบทั้งหมดทับซ้อนกับเวียดนาม ฟิลิิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน เรื่องนี้จะเป็นวาระในการประชุมผู้นำอาเซียนด้วยแต่เนื่องจากหลายประเทศโควิด-19 ระบาดรุนแรง และจีนให้คำมั่นว่าจะให้อาเซียนเข้าถึงวัคซีนจีนเป็นรายแรกๆ อาเซียนจึงไม่น่าจะมีท่าทีต่อต้านจีน 

ในทางกลับกันจุดเน้นจะไปอยู่ที่พัฒนาการทางเศรษฐกิจภายในกลุ่ม เนื่องจากหลายประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลักกำลังเสียหายหนักมาก “เส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” ประธานาธิบดีเหวียน ฝูจ่องของเวียดนามกล่าว พร้อมเตือนให้ผู้นำร่วมมือกันเพื่อควบคุมการติดเชื้อและช่วยเหลือผู้คนที่กำลังได้รับความเสียหาย