อัษฎางค์ อัดยับ ธนาธร แค่เรื่องสถาบันกับศาสนายังไม่เข้าใจ ยังกล้าอวดตัวมาแก้ปัญหาประเทศ

3600

จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่ง โดยพูดถึงการอุปถัมภ์ศาสนาในประเทศไทย

โดยกล่าวว่า รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ผมคิดว่ารัฐควรจะถอยตัวเองออกมาจาดเรื่องศาสนา ไม่ควรอุปถัมภ์ศาสนาอะไรเลย

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการประวัติศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์เป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา โดยระบุข้อความว่า

“พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์เป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา”
เรื่องแค่นี้ธนาธรและคณะยังไม่เข้าใจ แต่อวดตัวว่าเข้าใจ จึงกล้าเสนอตัวมาสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย
พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนเรอเนสซองส์ องค์พระที่นั่งเป็นอาคารหินอ่อนสองชั้น มีโดมสูงใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็ก ๆ โดยรอบอีก 6 โดม
โดยบนเพดานโดมของพระที่นั่ง มีภาพเขียนสีปูนเปียกขนาดใหญ่ที่สวยงามจำนวน 6 ภาพ แสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพระราชกรณียกิจที่สำคัญที่เป็นเรื่องเด่นของ ของพระเจ้าอยู่หัวแต่ละพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-6 จำนวน 6 ภาพ
ภาพประกอบที่ผมเอามาฝากจากโพสต์นี้คือ ภาพพระราชกรณียกิจที่โดดเด่นของรัชกาลที่ 4 บนเพดานโดมด้านทิศตะวันตก
โดยเป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับเบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์ แวดล้อมด้วย พระภิกษุและนักบวชต่างชาติศาสนนิกายต่างๆ
ซึ่งเป็นการแสดงนัยแห่งพระราชจรรยา ที่ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาโดยไม่รังเกียจกีดกันศาสนาอื่นเลย ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวาง อุปถัมภ์ศาสนาอื่นในฐานะที่ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกตามสมควรด้วย
อย่างที่เราคนไทยทราบกันดีอยู่แล้วว่า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จะขึ้นครองราชย์ พระองค์บวชเป็นพระภิกษุอยู่นานถึง 27 พรรษา (27 ปี) แต่ถึงจะเป็นพระภิกษุมาค่อนพระชนชีพ แต่พระองค์ไม่เคยรังเกียจกีดกันศาสนาอื่นเลย
ทรงมีขันติธรรมทางศาสนาอย่างยิ่ง ถึงกับให้มิชชันนารีอเมริกันเข้าไปเผยแผ่คริสต์ศาสนาในวัดบวรนิเวศวิหารได้
พระองค์ทรงประกาศให้เสรีภาพแก่ราษฎรในการนับถือศาสนา พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาอื่นๆ ให้ปฏิบัติตามลัทธิธรรมเนียมของตนได้โดยเสรีและทรงอุปถัมภ์บำรุงทั้งพระญวน พระจีนที่นับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายานด้วย มิได้ทรงรังเกียจเดียดฉันท์แต่ประการใดและเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมา
คนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นนอกจากในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ยังมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ร่วมกับพี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และอื่นๆ ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน อย่างปรองดอง สมานฉันท์ และสันติสุข โดยมี “จุดร่วม” คือการเป็น “พลเมืองไทย” เช่นเดียวกัน และเท่าเทียมกัน
ศาสนาอิสลามได้เผยแผ่มาสู่ประเทศไทยตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการส่งราชทูตไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศของชาวมุสลิม คือจักรวรรดิเปอร์เซียหรืออิหร่านในปัจจุบัน และมีชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางเดินทางมาค้าขาย จนมีการเริ่มตั้งบ้านเรือนผสมผสานกับพี่น้องชาวไทยเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดก็มีชาวมุสลิมหลายท่านเข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร นับตั้งแต่โบราณมา
บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับกำหนดว่าพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็น “องค์อัครศาสนูปถัมภ์”
ซึ่งหมายความว่า พระมหากษัตริย์ไทยนับถือศาสนาพุทธ แต่ยังคงอุปถัมภ์ศาสนาอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกันด้วย
บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแสดงนัยยะสำคัญอันแสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยอันไพศาลของพระมหากษัตริย์ไทยทุกรัชสมัยที่ทรงมีต่อประชาชนที่นับถือศาสนาต่างกัน แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนที่มีน้ำใจกว้างขวาง จึงเขียนรัฐธรรมนูญที่เอื้ออำนวยคุณประโยชน์แก่ผู้ที่นับถือศาสนาต่าง ๆ ไว้อย่างสมบูรณ์ และการนับถือศาสนาต่างกัน ก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นไทยลดน้อยลง
ถึงแม้ว่ารูปแบบแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของชาวมุสลิม จะมีความแตกต่างไปจากคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นอยู่บ้าง เพราะศาสนาอิสลามมีบทบัญญัติอย่างชัดเจน แต่พระมหากษัตริย์ไทยก็ทรงทราบเป็นอย่างดี พระองค์จึงยกเว้นให้ปฏิบัติตนตามบัญญัติของศาสนาอิสลาม ซึ่งพระราชจริยวัตรนี้ คงจะได้ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น จากในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสู่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ดังที่เราคนไทยได้เห็นกันอยู่แล้ว
ดังมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ ลุงวาเด็งปูเต๊ะ “พระสหายแห่งสายบุรี” ซึ่งเป็นเรื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์อันความลึกซึ้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฏร์ชาวมุสลิมที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา รวมทั้งเป็นจุดกำเนิดของตำนาน “ปลาร้องไห้ที่บ้านปาตาตีมอ” ซึ่งสะท้อนถึงพระเมตตาของพระเจ้าแผ่นดินไทยพระองค์นี้ที่มีต่อพสกนิกรผู้ยากไร้ของพระองค์
แนวความคิดเห็นและนโยบายเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิมของธนาธรและคณะ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ธนาธรและคณะไม่มีความเข้าใจในปัญหาและวิถีชีวิตของคนไทยที่นับถือพุทธและศาสนาอื่นๆ กับชาวมุสลิมที่อยู่ร่วมกันมาหลายร้อยปีอย่างแท้จริง
รวมทั้งยังแสงให้เห็นว่า ธนาธรและคณะ อวดรู้และอวดดี ว่าตนและคณะเข้าใจวิถีไทย-มุสลิมและปัญหามากกว่าพระมหากษัตริย์และนโยบาลของรัฐที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่แนวคิดและนโยบายของธนาธรและคณะ หลุดและหลงประเด็นไปไกลสุดกู่ แค่คำเริ่มต้นที่ธนาธรมักนิยมเรียกประเทศไทยว่า รัฐไทย ก็ผิดอย่างมหันต์แล้ว ประเทศไทยของเรา คือประเทศ ไม่ใช่รัฐ ประเทศคือ County รัฐ คือ State

รัฐ หรือ State คือเขตการปกครองของประเทศ ด้วยรูปแบบการกระจายอำนาจบริหารส่วนท้องถิ่น
แต่ธนาธร มักลดทอนความเป็นประเทศไทย ให้เล็กลงไปเป็นเพียงรัฐไทย ตกลงความตั้งใจของธนาธรที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใจ คือต้องการให้ประเทศไทยของเรา กลายเป็น รัฐหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเขตปกครองท้องถิ่นภายใต้อำนาจการปกครองของประเทศใด บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับกำหนดว่าพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็น “องค์อัครศาสนูปถัมภ์” ที่มีความหมายชัดเจนว่า ทรงนับถือศาสนาพุทธ และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ทุกศาสนา โดยเท่าเทียมกันอีกด้วย แค่ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ กับการนับถือศาสนาพุทธ-อิสลาม ของพระองค์กับพสกนิกร ของธนาธรกับคณะก็คลาดเคลื่อนแล้ว ยังกล้าอวดตัวมาแก้ปัญหา
ซึ่งมันบ่งชี้ไปถึงความเข้าใจในบริบทของความเป็นไทยและปัญหาอื่นๆ ในประเทศนี้ด้วย ว่า ธนาธรและคณะ ไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริง แต่อวดตัวว่ารู้จริง ซึ่งจะกลายเป็นสร้างปัญหาให้กับชาติมากกว่าแก้ปัญหาของชาติ
ธนาธร ก้าวไกลเกินโลกของความเป็นจริง
หรืออีกความหมายหนึ่ง คือ หลุดโลก
อัษฎางค์ ยมนาค
รวบรวม เรียบเรียง