คนอเมริกันเชื่อสหรัฐลุกเป็นไฟหลังเลือกตั้ง?!? สาวกขวาจัด-ซ้ายจัดเผชิญหน้า คาดบานปลายก่อจลาจล

2855

ร้านค้าและสำนักงานในหลายเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ อาทิ กรุงวอชิงตันดีซี เมืองชิคาโก นิวยอร์ก ลอสแองเจลิส และพอร์ตแลนด์ ต่างนำแผ่นไม้มาปิดตามประตู หน้าต่าง และกระจก และประชาชนทั่วไปจำนวนมากต่างแห่กันไปซื้อปืนจนยอดขายทำสถิติ หน่วยความมั่นคงเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ เพราะเชื่อว่ากลุ่มผู้สนับสนุนคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองพรรค จะไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ผู้สนับสนุนที่ไม่พอใจ อาจออกมาชุมนุมประท้วง อาจบานปลายกลายเป็นจลาจล และยกระดับเป็นสงครามกลางเมืองได้

ชาวอเมริกันหลายคนติดตั้งแผ่นไม้ขนาดใหญ่ตามประตู และหน้าต่างของห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความกังวลของชาวอเมริกันต่อความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมความพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้ในการก่อความไม่สงบด้วยเช่นกัน หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เคยพูดให้ท้ายกลุ่มขวาจัดในการประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรก เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ความรุนแรงทางการเมืองบนท้องถนนในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มที่สร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัด ยิ่งจำนวนคนผิวขาวในสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงมากเท่าไร ยิ่งทำให้กลุ่มขวาจัดออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น  ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงกับการเมืองอย่างแยกไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้นยังตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกแยกในสังคมอเมริกันที่ร้าวลึกได้ชัดเจนในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสิทธิพลเมืองชี้ให้เห็นว่า กลุ่มเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2016-2018 ซึ่งเป็นปีที่ทรัมป์บริหารประเทศ กลุ่มเชิดชูคนขาวเพิ่มขึ้น 55% ในช่วงปีที่ 2 ของทรัมป์ ทำให้กลุ่มเหล่านี้เพิ่มจาก 954 เป็น 1,020 กลุ่ม ในปี 2017 เกิดการเดินขบวนของกลุ่มขวาจัดในนาม Unite the Right ที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย ชนวนการเดินขบวนประท้วงมาจากความไม่พอใจแนวคิดการรื้อทำลายอนุสาวรีย์ของนายพลโรเบิร์ต อี. ลี จนนำไปสู่การเผชิญหน้าของผู้มีอุดมการณ์ต่างกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บหลายคน

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

ความกังวลต่อเหตุวุ่นวายเพิ่มมากขึ้น หลัง Reuters/Ipsos เปิดเผยผลสำรวจวันที่ 13-20 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยผลสำรวจชี้ว่ากลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ และโจ ไบเดน มากกว่า 4 คนจากทั้งหมด 10 คน จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีคนส่วนน้อยที่จะออกมาประท้วงและใช้ความรุนแรง หากผู้สมัครที่ชื่นชอบพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

เจย์ สแลค อายุ 28 ปี เป็นเจ้าของร้านปืน กล่าวถึงสมาชิกมิชิแกนโฮมการ์ด เป็นกลุ่มติดอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในมลรัฐ เขาเข้าสมัครเป็นสมาชิกเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย หลังจากเข้าฝึกอบรม และกล่าวว่ามีคนสนใจสม้ครมากขึ้น เพื่อ “สร้างความมั่นใจ” ให้แก่ผู้เป็นสมาชิกว่าจะรับมือกับเรื่องต่างๆได้อย่างดี นอกจรกนี้มีการสั่งซื้อปืนจากร้านของเขามากขึ้น โดยเฉพาะจากรัฐแอริโซนา และฟลอริดา เขากล่าวว่า
“ตัวผมไม่เชื่อว่าจะมีสงครามกลางเมือง แต่ผมมีเพื่อนจำนวนมาก และพวกเขากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเราอาจไม่พ้นสถานการณ์แบบนั้น มันน่ากลัวมาก” สแล็คกล่าว

แองเจลิค แจ็คสันเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตจากเมือง ลอสแองเจลิส ได้การเข้าร่วมชุมนุมประท้วงกับ Black Live’s Matter กว่าสองเดือน กรณีตำรวจสังหารผู้ประท้วง บรีโอนา เทลเลอร์ในฮอลลีวู๊ด แคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือนกันยายนเธอถูกรถของกลุ่มขวาจัดชน และต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวด้วย การบาดเจ็บที่ศีรษะและต้องผ่าตัดทั้งตัว

ภาพความรุนแรงแบบนี้ขยายตัวทั้วหลายมลรัฐ เช่น เท็กซัส, ยูทาห์, ออริกอน, โคโลราโด และอื่นๆ กลุ่มผู้ชุมนมประท้วงต้องเจอกับ แก๊ซน้ำตาและ สเปร์พริกไทยจากตำรวจที่เข้ามาขัดขวางการชุมนุม เจอกับอาการหูอื้อจากเสียงดัง ตามตัวเจอกับของมีคมเช่นมีดและปืนไฟ เป็นต้น พวกประท้วงจะทำอุปกรณ์ป้องกันภัยง่ายๆหลายอย่างในการชุมนุม 

สัปดาห์ก่อน สมาคมไรเฟิลนักสังคมนิยม ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร เป็นองค์กรซ้ายจัดเขียนลงในทวิตเตอร์ ได้ขายชุดพยาบาลรักษาการถูกปืนยิง นับ 100 ชุด และมีชุดรักษาอื่นๆอีก 20 แบบ จำหน่ายทั่วสหรัฐ “จากการเพิ่มขึ้นของยอดสั่งซื้ออุปกณ์ และการอบรมวิธีการใช้ที่ถูกต้อง เราหวังว่าจะช่วยลดการเสียชีวิตให้กลุ่มผู้ประท้วงได้” สมาคมฯระบุ