UNเผยการลงทุนตรงของต่างชาติทั่วโลกลด 50%!?! จีนโตสวนทาง 9 เดือนแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

700

การประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนาหรืออังค์ถัด (UNCTAD) เปิดเผยว่า ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลก ร่วงลง 49% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 เมื่อเทียบรายปี และมีแนวโน้มจะร่วงลง 40% ทั้งปี 2563 เนื่องจากการลงทุนระหว่างประเทศถูกเลื่อนออกไปเพื่อรักษาเงินสด ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงและการระบาดไวรัสโควิด-19 ที่กลับมาระบาดหนักรอบสองทั่วโลก ขณะที่ประเทศจีนเศรษฐกิจเงยหัวจากภาคการผลิตอุตสาหกรรม การค้าการควบควมกิจการจากต่างประเทศทำ FDI ระยะ 9 เดือนโต 103,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไทยโต 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายเจมส์ จาน ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนและบรรษัทของ UNCTAD กล่าวว่า ยอด FDI ทั่วโลกในครึ่งแรกของปีนี้ลดลงเกือบครึ่ง ซึ่งมากกว่าที่คาดไว้ว่าจะปรับลด 30-40% ในปีนี้ และFDI ของจีนนั้นค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยครึ่งแรกของปีนี้ FDI ของจีนปรับตัวลดลงเล็กน้อย และจากข้อมูลล่าสุด FDI จีนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 2.5% นายจานระบุ

อังค์ถัดเผยโควิด-19ฉุดFDIทั่วโลกทรุด40%ในปีนี้และไม่คิดว่าจะฟื้นตัวจนกว่าจะถึงปี 2565 การระบาดของโรคโควิด-19ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและเศรษฐกิจทั่วโลก องค์การเศรษฐกิจชั้นนำของโลก รวมถึงธนาคารโลกพร้อมใจปรับลดตัวเลขคาดการณ์GDPโลก ล่าสุด หน่วยงานดูแลด้านการค้า การลงทุนและการพัฒนาของยูเอ็นระบุว่าตัวเลขFDIทั่วโลกลดลงถึง40% ทั้งปีนี้และไม่คิดว่าจะฟื้นตัวจนกว่าจะถึงปี 2565 

ตัวเลขFDIลดลงในทุกภาคส่วนที่สำคัญตั้งแต่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผนวกและควบรวมกิจการ “แนวโน้มยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับวิกฤติด้านสุขภาพของทุกประเทศทั่วโลกและประสิทธิภาพของการใช้นโบายของรัฐบาลประเทศต่างๆว่าจะบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19ได้มากน้อยเพียงใด”จ้าน กล่าว

รายงานของอังค์ถัดยังเห็นว่าความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์การเมืองยังคงเป็นตัวแปรเพิ่มความไม่แน่นอนแก่กระแสการลงทุนFDIทั่วโลก และประเทศที่ร่ำรวยกว่าจะได้รับผลกระทบหนักสุด โดยในครึ่งแรกของปีนี้ ชาติเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว มีFDIร่วงลงมากที่สุด โดยลดลง 75% จากเมื่อปี 2562 มีมูลค่าเพียง 98,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นมูลค่าที่ปรากฏครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2537

การลงทุนจากต่างประเทศชาติร่ำรวยกระทบหนัก
รายงานระบุว่า FDI ในยุโรปติดลบเป็นครั้งแรก โดยอยู่ที่ระดับ -7 พันล้านดอลลาร์ ร่วงจากจาก 2.02 แสนล้านดอลลาร์   “แนวโน้มเอฟดีไอแย่ลงเพราะชาติเศรษฐกิจในยุโรปมีเอฟดีไอติดลบเป็นครั้งแรกโดยติดลบ7,000 ล้านดอลลาร์”รายงานของอังค์ถัด ระบุ

FDI ในสหรัฐร่วงลง 61% แตะระดับ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ 
ขณะที่FDIในอเมริกาเหนือร่วงลงประมาณ 56% ในช่วง6เดือนแรกของปีนี้และในกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งต้อนรับFDIหลักๆในปี 2562 นั้น อิตาลีเจอปัญหาเอฟดีไอร่วงหนักสุดคือ 74% สหรัฐ 61% บราซิล 48% และออสเตรเลีย 40%

ส่วนในกลุ่มชาติเศรษฐกิจกำลังพัฒนานั้น รายงานของอังค์ถัดระบุว่า FDIลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์คือลดลงแค่ 16% และในทวีปแอฟริกา เอฟดีไอลดลง 28% ในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริเบียน เอฟดีไอลดลง 25% แต่ในภูมิภาคเอเชีย ลดลงแค่ 12% เท่านั้น ส่วนใหญ่ได้อานิสงค์การลงทุนในจีนที่คึกคัก

สำหรับอาเซียน เอฟดีไอไหลเข้ามีมูลค่า 62,000 ล้าน เหรียญฯ ลดลง 20% โดยประเทศที่เงินไหลเข้าลดลงมากที่สุดคือ สิงคโปร์ลดลง 28% มูลค่า 33,000 ล้านเหรียญฯ ตามด้วยอินโดนีเซียลดลง 24% มูลค่า 9,100 ล้านเหรียญฯ เวียดนาม ลดลง 16% มูลค่า 6,800 ล้านเหรียญฯ ยกเว้นฟิลิปปินส์ ที่เงินทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 3,000 ล้านเหรียญฯ ส่วนไทยเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลัก มูลค่า 4,800 ล้านเหรียญฯ

อุตฯรถยนต์ทำFDI จีนพุ่ง
สำนักข่าว ซีจีทีเอ็น ของจีนรายงาน ยอดลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หรือ FDIของจีนในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา แตะ 103,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 ล้านล้านบาท มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 2.5% โดยจำนวนการลงทุนขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา 

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์จีน ชี้ว่า บริษัทต่างชาติหลายแห่งรอดูสถานการณ์ในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 และเริ่มลงทุนในภายหลัง โดยพบว่าบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่อย่าง BMW, ซีเมนส์, เอลจี และโตโยต้า ขยายการลงทุนในประเทศจีน 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เอฟดีไอ ของจีนหดตัว 11% ในไตรมาสแรก และเริ่มโตขึ้นในไตรมาสที่สองซึ่งเป็นช่วงที่ทางการจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศได้ โดยกระทรวงพาณิชย์จีนคาดว่าการลงทุนจะขยายตัวไปจนถึงสิ้นปี

ด้านผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่เศรษฐกิจจีนกลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งแรกที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่จีนได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิดในไตรมาสแรก ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ได้รับผลกระทบอย่างหนักในไตสมาสที่สอง ทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเป็นที่แรก อีกทั้งทางการจีนยังมีมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด ทำให้สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว