คลังเดินหน้าโรงไฟฟ้าชุมชน!?! ดันโครงการนำร่องรับซื้อ 700 เมกะวัตต์ เคาะธ.ค.63 เปิดประมูล

971

สศช.ร่วมกับกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในเดือน พ.ย.2563 นี้เพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าภายใต้โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากใหม่ โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่แบ่งประเภทเป็นQuick win แต่อาจใช้วิธีประมูล พร้อมให้วางแบงค์การันตีกับทั้งภาครัฐเพื่อป้องกันการดัมพ์ราคาประมูล และกับชุมชน 5-6 พันบาทต่อไร่ ป้องกันการทิ้งโครงการ ประกาศรับซื้อธันวาคม 2563 แน่นอน จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ2564-2565 

พีดีพีคืออะไร-ทำไมต้องรื้อใหม่
พีดีพีคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  สืบเนื่องจากรมว.พลังงานได้สั่งทบทวนหลักเกณฑ์โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากใหม่โดยจะทำเป็นโครงการนำร่อง เป็นบทแทรกภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับปัจจุบัน PDP2018 แทน PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ต่อมาครม.อนุมัติยืนแผน PDP2018 ปรับปรุงครั้งที่ 1 ทำให้ปริมาณการซื้อไฟฟ้าชุมชนรวม 1,933 เมกะวัตต์ ย่อขนาดเริ่มต้นเล็กลงเพื่อป้องกันรายใหญ่แทรก และเปิดโอกาสชุมชนผลิตไฟฟ้าเองอย่างแท้จริง

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2563 คำณวนไว้ว่าถึงสิ้นปี 2580 จะมีกำลังผลิต 77,211 เมกะวัตต์

เป็นกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 53,997 เมกะวัตต์ ซี่งจะส่งให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 18,696 เมกะวัตต์ จะเป็นส่วนแบ่งของโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก 1,933 เมกะวัตต์
เนื่องจากการระบาดโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจหดตัว ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าทดลงอย่างมากส่งผลให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าเพิ่มถึง 40% สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ สศช. เห็นว่าในช่วง 2-3 ปีนี้ ไม่ควรเพิ่มการผลิตเข้ามาหากมีโครงการแล้วให้ชลอไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เป็นภาระและกระทบค่าไฟฟ้ากับประชาชน

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

แต่เนื่องจากโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง สามารถสร้างงานและรายได้เพิ่มขึ้นโดยตรงแก่เกษตรกร จึงเห็นชอบให้ดำเนินการเป็นโครงการนำร่อง 700 เมกะวัตต์ ที่เหลืออาจทบทวนใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

เกณฑ์ใหม่ให้ประโยชน์ตรงเกษตรกรรายย่อย
กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในเดือน พ.ย.2563 นี้เพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าภายใต้โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากใหม่ โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่แบ่งประเภทเป็นQuick win แต่อาจใช้วิธีประมูล พร้อมให้วางแบงค์การันตีกับทั้งภาครัฐเพื่อป้องกันการดัมพ์ราคาประมูล และกับชุมชน 5-6 พันบาทต่อไร่ ป้องกันการทิ้งโครงการ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาวน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์โรงไฟฟ้าชุมชนใหม่จะแล้วเสร็จในสิ้นเดือน ต.ค. 2563 นี้ โดยเบื้องต้นมีแนวโน้มจะใช้วิธีการประมูล เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการจะแข่งขันกันให้โครงการเกิดขึ้นได้จริง

สำหรับหลักเกณฑ์โรงไฟฟ้าชุมชนที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะไม่มีการแบ่งประเภทเป็นแบบ Quick win และประเภททั่วไป แต่ยังคงกำหนดให้ชุมชนได้สัดส่วนการถือหุ้นไม่ต่ำกว่า10% ของเงินลงทุน และยังคงให้ใช้กรอบราคารับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง (Feed in Tariff -FiT )เดิม ทั้งนี้หากใช้วิธีการประมูลจะทำให้เกิดการแข่งขันและราคา FiTอาจลดลงได้ และไม่เป็นภาระค่าไฟฟ้ากับประชาชนมากนัก

หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุง
-ในช่วงปี 256-2565 เป็นโครงการนำร่อง 100-150 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะประเมินว่าประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร ค่อยปรับปรุงเพิ่มเติม คาดว่าเฉพาะแผนพีดีดี 1,933 เมกะวัตต์ต้องใช้พื้นที่ปลูกพืชพลังงานและไม้โตเร็ว 1.05-2.89 ล้านไร่

-ต้องแก้หลักเกณฑ์เดิมที่ กพช.(คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ)เคยมีมติไว้ เดิมให้ชุมชนถือหุ้น 40% แก้ไขเป็น ให้ชุมชนถือหุ้นได้ในสัดส่วนไม่เกิน 10% 
-เปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการละไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ จากเดิมไม่เกิน 10 เมกะวัตต์
-แบ่งโรงไฟฟ้าเป็น 2 ประเภท คือ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพที่ใช้พืชพลังงาน(หญ้าเนเปียร์) ไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล(ไม้โตเร็ว) ไม่เกิน 6 เมกะวัตต์

-ราคาค่าไฟฟ้า กรอบราคารับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) เดิม ของเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดถือว่าอัตราเหมาะสมแล้ว คือสำหรับค่าไฟฟ้าจากชีวมวลที่กำลังผลิตน้อยกว่า-เท่ากับ 3 เมกะวัตต์ ราคา 4.8482 บาท/หน่วย  , และถ้ามากกว่า 3 เมกะวัตต์ราคา  4.2636 บาท/หน่วย,  สำหรับค่าไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน 5.3725 บาท/หน่วย

นอกจากนี้กำลังพิจารณาด้วยว่าจะให้ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถยื่นข้อเสนอได้กี่โครงการ เบื้องต้นมีแนวคิดจะให้ยื่นได้ 3-5 โครงการต่อราย และในหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่มีการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องส่งรายได้เข้ากองทุน(เดิมยังไม่มีการกำหนดชนิดกองทุน) 25 สตางค์ต่อหน่วย แต่จะให้ผู้ประกอบการและชุมชนจะต้องไปตกลงผลประโยชน์ตอบแทนที่จะคืนให้ชุมชนกันเอง