รับมือสงครามข่าวสารรุกไทย?!?สื่อโซเชียลแพร่บิดเบือนปล่อยข่าวลือ-ลวง ทำสังคมสับสนผิดถูก

873

ท่ามกลางความเสี่ยงระบาดโควิดรอบใหม่ และความเปราะบางทางเศรษฐกิจ สถานการณ์รายงาน “ม๊อบลงถนน” โดยสื่อต่างชาติรวมทั้งสื่อหลักในประเทศไทยบางฉบับ ในโซเชียลมีเดียมีการเปิดเพจใหม่ๆโดยคนไทยที่เคยร่วมงานกับสื่อต่างชาติ รายงานเหตุการณ์ด้วยชุดความคิดต้านจีน บิดเบือนและอวยฝั่งตรงข้ามรัฐบาลอย่างเป็นระบบ เน้นไปที่ภาคภาษาอังกฤษ ทำให้คนต่างชาติในไทยและในต่างประเทศเข้าใจผิด  เป็นงานหนักสำหรับรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด คงถึงเวลาที่คนไทยจะต้องเข้าไปช่วยกันสอดส่องเวทีนี้อย่างจริงจัง ช่วยกันติดตามสังเกตุ รายงาน เป็นIOลาดตระเวนซะเอง ปกป้องเสาหลักของชาติเท่ากับปกป้องตนเอง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงจึงชอบธรรม

“สงครามข้อมูลข่าวสาร เป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อรุกเข้าสู่การยึดครองพื้นที่บนสื่อต่าง ๆ  การยึดครองพื้นที่สื่อได้  ย่อมเท่ากับความสำเร็จในการชี้นำ  ครอบงำสังคมเอาไว้ได้  เป็นปัจจัยสำคัญในการแย่งชิงมวลชน จึงต้องใช้ประโยชน์จากสื่อและข่าวสารจากระบบเหล่านี้เข้ามารับใช้วาระวอชิงตันอย่างเต็มที่  ทุกอย่างจึงดำเนินไปด้วยกระบวนการบิดเบือน  สร้างข่าว  ข่าวลือ  ปล่อยข่าวทำลายศัตรู  ข่าวลวง”

ม้อปรูปแบบในไทยนี้ ยังคงมีต่อไปอีกเป็นเดือน(s)เพราะมุ่งทำลายแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นสำคัญ เพิ่มความเกลียดชังรัฐและสถาบันต่อเนื่องแบบเปิดเผยคึกโครม จนกว่ารัฐบาลจะจัดการรวบหัวรวบหางเอาผิดผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้สนับสนุน ต้องรวบทั้งหมดทุกองค์กร ,รายตัวรายบุคคล ,รายพรรค มันถึงจะจบ

เปิดหน้าสงครามข่าวสารเต็มรูปแบบ
ประเทศไทยไม่อาจปฏิเสธความจริงประการหนึ่งได้ว่า ประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของไทยใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามาก เข้าร่วมทำการรบในสงครามของอเมริกากับประเทศในเอเซียหลายสนาม ร่วมลงทุนร่วมพัฒนาโครงการต่างๆมากมาย และรับเอาวัฒนธรรมความคิดแบบอเมริกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานก่อนสงครามข่าวสารไฮเทคฯจะเริ่มต้นด้วยซ้ำ มาปัจจุบันนี้ “ผลิตภัณฑ์มนุษย์ทุนนิยมแบบอเมริกัน“ของไทยและความคลั่งไคล้ความเชื่อแบบอเมริกันกระจายแพร่ไปทั่วทุกมิติของบ้านเรา ทั้งในเมืองและชนบท ผ่านระบบการศึกษา มูลนิธิ องค์กรไม่แสวงกำไร สื่อมวลชน  ผ่านอาวุธโซเชียลมิเดียทุกประเภท ทั้งเฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, อินสตราแกรม และกูเกิล

ทำให้รูปแบบแนวคิดของ”ม๊อบลงถนน”ในวันนี้ เชื่อมโยงต่างชาติ และโดยเฉพาะ ฮ่องกง-ไต้หวันตามวาระวอชิงตันอย่างชัดเจนไม่ตะขิดตะขวงใจชาวม๊อบแม้แต่น้อย  ความคิดจิตใจของคนไทยส่วนหนึ่งได้กลายเป็น “อาณานิคมทางจิตวิญญาณ” ที่ลึกและแนบเนียน จนสามารถทำลายรากเหง้าที่ดีงามของประชาชาติไทยลงไปได้อย่างน่าเป็นห่วง 

โดยเฉพาะแกนนำยุแหย่เยาวชนนักเรียน,นักศึกษาทั้งหลาย ไม่ว่าหัวหงอกหัวดำ ที่หลากหลายต่างแนวคิดอุดมการณ์และต่างผลประโยชน์ แต่มีเป้าหมายและเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันคือ “ต้านจีน”  ภาพสะท้อนหยาบกระด้างของเด็กและเยาวชนระหว่างประท้วง ส่วนใหญ่เป็นลักษณะชั่วคราวแบบพวกมากลากไป แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่กินลึกลงในความคิดจิตใจ ที่รัฐบาลจะประมาทไม่ได้ กระบวนการครอบงำแทรกแซงทางข่าวสาร ดำเนินมานานแล้ว แต่เข้มข้นเอาเป็นเอาตายที่สุดช่วงต้นปี 2020 

ขบวนการเฟกนิวส์ปั่นหัวเด็ก-ตอกย้ำเกลียดชังขัดแย้ง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงสรุปภาพรวมสถานการณ์การชุมนุมและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า สถานการณ์สื่อสังคมออนไลน์มีการพยายามสร้างสถานการณ์ให้ประชาชนและผู้ชุมนุมเกิดความหวาดกลัว มีการบิดเบือน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จขยายความขัดแย้งตัวอย่างเช่น 

-บอกว่าหากมีการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐจะมีการใช้อาวุธปืนใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งในความเป็นจริงกอร.ฉ.ไม่มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน และการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในการแถลงข่าวจับได้แค่ 2 โพสต์ โดยโพสต์แรกในทวิตเตอร์ ระบุว่า ทหารจะสั่งให้ ตร.หมอบลง จากนั้น ทหารจะยิงเข้าไปหาประชาชน ส่วนอีกโพสต์ในเฟซบุ๊ก โดยคนโพสต์ข้อความอยู่ต่างประเทศ ได้เคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงอยู่ตลอด และมีหมายจับ ซึ่งมีข้อความระบุว่า ช่วยกันกระจายข่าวด้วยครับ ตอนนี้มีคำสั่งลับมาแล้วว่า จะให้สังหารหมู่ประชาชนและนักศึกษา

ทั้งนี้ทางตำรวจยืนยันว่า เป็นข่าวปลอม หรือ เฟกนิวส์ ที่มีเนื้อหารุนแรง ก่อความสับสน สร้างความตื่นตระหนกในสังคม การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 และฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 4 

สื่อบิดเบือนข่าวสร้างความเข้าใจผิดต่างชาติในไทย-ต่างประเทศ
ในขณะที่ ม้อปผู้เรียกร้องประชาธิปไตยผู้เทิดทูนเเละได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก โจมตีฝ่ายรัฐบาลว่าใช้ความรุนเเรงอยู่นั้น กองทัพไทยกลับระดมกำลังเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม   ส่วนม้อปประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร กลับจะทำให้เศรษฐกิจไทยยิ่งดิ่งลง โดยการปิดกั้นเครือข่ายคมนาคมหลักในเมืองหลวง แต่ไม่มีสื่อรายงานประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา

แต่ภาพที่สื่อเครือข่ายขบวนการทำลายชาติรายงาน ทั้งสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย มีแต่ชูประเด็นรัฐบาลใช้ความรุนแรงกับ เด็กนักเรียน นิสิตนักศึกษาที่ไม่พอใจนายกฯและรัฐบาล ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ  แต่ไม่มีรายงานความหยาบคาย ยั่วยุก่อความรุนแรง ทุบทำลายสถานที่ อาฆาตมาดร้ายสถาบันฯอย่างเปิดเผย การปราศัยเรื่องโกหกมดเท็จ และยิ่งไม่พูดถึงการแทรกแซงจากต่างชาติผ่าน เอ็นจีโอ มูลนิธิเครือข่ายจอร์จ โซรอส-สหรัฐอเมริกา

ในโซเชียลมีเดีย มีสื่อออนไลน์ที่เพิ่งเปิดทำการต้นปี 2020 หลายที่ บรรณาธิการเป็นคนไทยที่ทำงานข่าวภาคภาษาอังกฤษมานานกับสื่อหลักในประเทศ และต่างประเทศ รอยเตอร์ บีบีซี ซีเอ็นเอ็น รายงานเหตุการณ์ด้วยสายตาแบบวาระวอชิงตัน บิดเบือนสร้างภาพให้ม๊อบชังชาติ เป็นม๊อบวีรชนประชาธิปไตย แม้ชาวญี่ปุ่นในไทย ซึ่งไม่เข้าใจภาษาไทยยังเห็นภาพเป็นว่าคนเสื้อเหลืองและรัฐบาลรังแกม็อบเด็กที่เหมือนเด็กเกรียนชิบูย่า  ทั้งที่ความจริงคือ ม็อบเครื่องมือของขบวนการล้มล้างการปกครอง หรือบางที ประเด็นนี้ก็อาจสร้างขึ้นมาจากกระบวนการปั่นก็เป็นได้

การเคลื่อนไหวเหล่านี้สอดรับกับ การโฆษณาชวนเชื่อว่า ม็อบชังชาติคือม๊อบวีรชนประชาธิปไตยที่กล้าหาญของสื่อต่างชาติ  สถานการณ์ในวันนี้ทำให้คนไทยไม่น้อยตื่นตัวรู้ว่าเบื้องหลังสื่อหลักทั่วโลก อยู่ภายใต้วาระทางการเมืองของมหาอำนาจตะวันตก และในไทยก็ไม่ยกเว้น