จับตาดุลอำนาจสหรัฐ-จีน?!? กดดันประเทศในทะเลจีนใต้แบ่งฝ่าย ไทยหนีไม่พ้นหลุมดำขัดแย้ง

1506

ดัชนี “ดิ เอเชีย พาวเวอร์ อินเด็กซ์” บ่งชี้ อิทธิพลสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกลดฮวบเหตุรับมือโควิดไม่ดี คาดจีนจะก้าวเข้ามาปิดช่องว่างด้านอำนาจและอิทธิพลทางการค้าในภูมิภาค ทำสหรัฐนั่งไม่ติด ส่งพันธมิตรควอดรุกคืบต้านจีนในทะเลจีนใต้อย่างเปิดเผย ทั้งประกาศซ้อมรบใหญ่ที่น่านน้ำสากล อ่าวเบงกอล ตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดียเดือนพฤศจิกายนนี้ ทำให้ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ระอุมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงพันธมิตรและ ผลัดกันแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ทำให้ประเทศไทยถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของ”ม๊อบลงถนน” ที่เชื่อมโยงขบวนการต้านจีนอย่างเป็นระบบ ฮ่องกง-ไต้หวัน-กรุงเทพ

กลุ่มนักคิดชาวออสเตรเลีย“ จัดทำดัชนี “ดิ เอเชีย พาวเวอร์ อินเด็กซ์” ที่บ่งชี้ อิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งในประเทศและในระดับโลกของสหรัฐไม่ดีพอ พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจีนจะก้าวเข้ามาปิดช่องว่างด้านอำนาจและอิทธิพลทางการค้าในภูมิภาคนี้ภายในปลายทศวรรษ

สหรัฐเสียหน้าแพ้โควิดราบคาบ-เครดิตหด

ดัชนีดิ เอเชีย พาวเวอร์ อินเด็กซ์ (The Asia Power Index:2020)ที่เผยแพร่โดยกลุ่มนักคิดอิสระ“โลวี อินสติติว” ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้จัดอันดับ 16ประเทศและดินแดนที่มีอิทธิพลต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ8 เกณฑ์ในการพิจารณา รวมถึง ศักยภาพด้านการทหาร ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการทูต ผลศึกษาและจัดอันดับชิ้นนี้ระบุว่า แม้สหรัฐยังคงเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในภูมิภาคด้วยคะแนน 81.6 จุด แต่คะแนนของสหรัฐลดลงประมาณครึ่งหนึ่งในปีนี้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

“เฮิร์ฟ เลมาฮิว ผู้อำนวยการโครงการด้านการทูตและอิทธิพลของชาติในเอเชียของโลวี อินสติติว กล่าวว่า สหรัฐสอบตกในฐานะเป็นประเทศที่รับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19ได้แย่ที่สุด จนทำให้เป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในโลกซึ่งสิ่งที่เกิดตามมาคือสหรัฐล้มเหลวในการเป็นผู้นำโลกจัดการกับวิกฤติสาธารณสุข  อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อเสียงของจีนจะได้รับความเสียหายในฐานะเป็นต้นตอทำให้เกิดการระบาดของโรคโควิด-119 โดยคะแนนจากการจัดอันดับของจีนในปีนี้ไม่เปลี่ยน ยังคงอยู่ที่ 76.1 แต่จะเห็นว่าการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีนจะมีความสำคัญต่อภูมิภาคนี้มากขึ้น ส่วนศักยภาพของกองทัพ จีนก็เพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารของประเทศ จนปัจจุบันอยู่อันดับ2 รองจากสหรัฐ

เลมาฮิว มองว่า การขาดความไว้วางใจระหว่างจีนและประเทศเพื่อนบ้านของจีน ทำให้มีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้จีนก้าวขึ้นมาแทนที่สหรัฐในฐานะผู้ค้ำประกันด้านความมั่นคงแก่ภูมิภาคนี้ แต่หากเป็นมิติของการค้า นักคิดกลุ่มนี้คาดการณ์ว่าจีนจะก้าวเข้ามาปิดช่องว่างทางด้านอำนาจและอิทธิพลด้านการค้าที่มีกับสหรัฐได้ภายในปลายทศวรรษนี้

จับตาพันธมิตรต้านจีนในทะเลจีนใต้

จากสันนิษฐานข้างต้นสะท้อน ประเด็นความกังวลของสหรัฐฯ ต่อสถานภาพการเป็นผู้นำสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ น่านน้ำทะเลจีนใต้ เดิมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสามารถร่วมมือผ่านโนมินีหรือบริษัทที่สหรัฐเป็นหุ้นใหญ่ แต่ปัจจุบันคงไม่เพียงพอสำหรับสหรัฐเพราะจีนขยายบทบาทเข้มข้นขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหาร

การเคลื่อนไหวของสหรัฐ พิจารณาได้จาก “กลุ่มควอด”(QUAD) ที่รัฐมนตรีต่างประเทศของ 4 ชาติประชุมที่กรุงโตเกียว เมื่อวันอังคารที่ 6 ต.ค.2563 แล้วเดินสายหาพันธมิตรร่วมต้านจีนอย่างต่อเนื่องคึกโครม ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิค (จากซ้ายไปขวา) สุพรหมณยัม ชัยศังกระ แห่งอินเดีย, โทชิมิตสึ โมเตงิ แห่งญี่ปุ่น, มาริส เพย์น แห่งออสเตรเลีย, และ ไมค์ พอมเพโอ แห่งสหรัฐฯ  

ในทางการทูต-อาเซียนเป็นกลางแต่ผลประโยชน์อีกเรื่องหนึ่ง

ในการประชุมอาเซียนครั้งที่ 36 ทางออนไลน์ เวียดนามเป็นประธาน-อาเซียนได้บรรลุข้อตกลงแสดงจุดยืนเป็นกลาง ไม่ขอติดหล่มความขัดแย้งสองมหาอำนาจสหรัฐ-จีน แต่ในทางเศรษฐกิจและการทหารมีทิศทางแสดงออกค่อนข้างชัดแค่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

  1. ฟิลิปปินส์-ร่วมกับจีนและแคนาดา ฟื้นการสำรวจน้ำมันในทะเลจีนใต้, กัมพูชา แสดงจุดยืนข้างจีนค่อนข้างชัด ทั้งเศรษฐกิจและทหาร เนื่องจากสหรัฐถือหางสม รังสีผู้นำฝ่ายค้านที่รอโอกาส ขณะที่ลาวมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวพันกับจีนมาก และล่าสุดพม่าได้เข้าร่วมพันธมิตรเซี่ยงไฮ้ ร่วมการซ้อมรบชายแดนรัสเซีย
  2. เวียดนามและอินโดนิเซีย แสดงจุดยืนโน้มไปทางพันธมิตรควอดมีญี่ปุ่นแสดงบทบาทหลัก ประกาศร่วมมือกันพัฒนาความมั่นคงทางทหาร และร่วมมือสำรวจน้ำมันในทะเลจีนใต้ และอินเดียเริ่มเข้ามาร่วมสำรวจน้ำมันกับเวียดนามในทะเลจีนใต้ด้วย
  3. ล่าสุดกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ประกาศพันธมิตรควอดจะซ้อมรบในอ่าวเบงกอลภายใต้รหัส “มาลาบาร์” ในเดือนพฤศจิกายน จับตาดูว่าใครจะประกาศร่วมซ้อมรบบ้าง ทั้งนี้เป็นการประกาศแสนยานุภาพทางทหารในส่วนของกลุ่ม ยิ่งสร้างแรงกดดันในภมูิภาคเอเชีย-แปซิฟิคและ ทะเลจีนใต้อย่างชัดเจน  ทั้งนี้นางลินดา เรโนลด์ รมว.กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียประกาศชัด รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิค

ฐานทัพสหรัฐในประเทศอาเซียน

-ฟิลิปปินส์: ฐานทัพอากาศแอนโตนิโอ บัวติสตา บนเกาะปาลาวันทางภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งถือเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ ช่วยให้เครื่องบินสหรัฐเดินทางถึงจุดเกิดเหตุได้เร็วขึ้น และช่วยเพิ่มศักยภาพในภารกิจการบินสอดแนม

-เวียดนาม:ฐานทัพเรือที่อ่าวคัมรานเพื่อวางกองเรือยุทธการและจัดตั้งสถานีข่าวกรองทางการสื่อสาร (Signal Intelligence/SIGINT) เพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวทางทหารของจีน

ฯลฯ

หลังจากการส่งเรือรบเข้ามาในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ตั้งแต่ต้นปีและกลางปีที่ผ่านมา สหรัฐก็ได้ประกาศที่จะจัดตั้งฐานทัพ โดยเฉพาะฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ในประเทศอาเซียน ซึ่งประเทศไทยกำลังถูกจับตามองจากนานาชาติว่าอาจตกเป็นเป้าหมายที่จะใช้เป็นฐานยิงขีปนาวุธเพราะเคยเป็นพื้นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐมาก่อน

มาเลเซียก็ตกเป็นเป้าหมายที่จะถูกรวมกับบางพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อใช้เป็นฐานแทนฮ่องกง ดังนั้นด้วยประสบการณ์ที่เคยเป็นอาณานิคมมาก่อน มาเลเซียจึงพยายามสลัดตัวออกจากความสัมพันธ์เดิมๆ หันไปจับมือกับจีน รัสเซีย และอิหร่านอย่างแน่นแฟ้น จะร่วมกันเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ร่วมกับตุรกีและปากีสถานด้วย และล่าสุดก็เผชิญความวุ่นวายทางการเมืองซับซ้อนไม่น้อยไปกว่าประเทศไทย

จากท่าทีล่าสุดของเพื่อนบ้านอาเซียนทั้งหลายข้างต้น จึงเหลือแต่ประเทศไทย สิงคโปร์ และบรูไนที่จะต้องถูกจับตาดูว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เฉพาะบรูไนนั้นถือว่าเป็นประเทศเล็ก ไม่ยอมเข้าเกี่ยวข้องในปัญหาความขัดแย้ง ส่วนสิงคโปร์ก็เปิดสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่านไปเรียบร้อยแล้ว แต่ความแนบแน่นทางเศรษฐกิจกับสหรัฐยังคงเดิม

สภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงต่อประเทศไทย ที่แม้จะประกาศวางตนเป็นกลาง พร้อมร่วมมือทั้งสหรัฐและจีน กลับต้องเผชิญภัยรูปแบบเดียวกับ ฮ่องกง-ไต้หวัน อย่างเป็นระบบ ความคุกรุ่นของการประท้วงในไทยมีแต่จะถี่และเข้มข้นขึ้นเพราะนโยบายเป็นกลางของไทยไม่สมประโยชน์มหาอำนาจสหรัฐนั่นเอง